Goethe 的个人资料ชาวห้องสิบสอง Goethe照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
|
3月17日 งานแต่งงานแอน ที่ชุมพรครับผม เพิ่งไปงานแต่งงานแอน ที่ชุมพร 12-14 มีนาคม 2008 มาเนื่องจากได้รับหน้าที่เป็นมือกดชัตเตอร์ ของงานนี้ เลยเอารูปในงานมาฝาก แอนแต่งงานกับหนุ่มหล่อวัย 30 กว่าๆ นักเขียนหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นชาวเยอรมัน ชื่อ อุลลี ไฮเดลเบอร์เกอร์ (ฟังนามสกุลแล้วหิวบิ๊กแม็คเลยนะนี่ อิอิ) หลังจากจัดงานแต่งงานแล้วก็บินไปเยอรมันเลย ตอนนี้ทั้งสองอยู่ที่เมือง Ludwigshafen ครับ แอนว่าจะไปอยู่สัก 20 ปี แล้วถึงจะกลับมาครับ 5555 แฟนเขาว่าจะกลับไทยปีละหนท่าจะดีกว่านะ ดูรูปไปพลางก่อนครับ
ไว้ใครไปเยอรมันไปเยี่ยมได้นะครับ มาขออีเมลล์ที่ผมได้นะ รวมแก๊งกันไปท่าจะสนุกครับ เหอะๆๆๆ งานเลี้ยงสนุกมากันเองดี และเพื่อนเยอะด้วยสิ พี่ชุ้ง 2月7日 งานรับพระราชทานปริญญา แอน ครับผม เมื่อวานนี้ วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ 2008 มีงานซ้อมใหญ่การรับพระราชทาปริญญา ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อนเราคนนึงคือ Frau Ann ก็เพิ่งจบกะเขาเหมือนกัน จากคณะมนุษย์ศาสตร์ และจะรับพระราชทานปริญญาจริง (คือรับจากพระหัตถ์พระเทพเลยอะครับ อย่าเข้าใจผิดเป็นปริญญาจริง ปริญญาปลอมละยุ่งเลย เหอะๆๆ) ในวันที่ พุธที่ 13 กุมภาพันธ์ นี้ครับ
ใครอยากไปถ่ายรูปร่วมด้วยก็วันนั้นแหละนะ มีเบอร์มือถือกันแล้วมัง อิอิ ติดต่อแอนโดยตรงได้เลยครับ เมื่อวานรับหน้าที่เป็นช่างภาพ เลยคาบข่าวมาบอกครับ อีกเรื่องคือประมาณกลางเดือนมีนาคม จะมีพิธีแต่งงาน Frau Ann กะหนุ่มเมืองด๊อย ที่บ้านเกิดชุมพรครับ อยากไปงานติดต่อเจ้าหล่อนได้โดยตรงเลยนะ อิอิ
พี่ชุ้ง 1月25日 คุยกับครูอ้อม ภาคสอง อิอิIch : อาจานนนนนนนนน มีคนถามมาว่า Was heisst denn auf english handschrift แปลว่า ครับ
Aom : handwriting คือลายมือ และอีกอย่าง อาจารย์ค่ะ ไม่ใช่ อาจาน Ich : เหอะๆๆ กรรม Ich : เขาถามว่า "Ja und das kann man bei MSN 8.0 auch machen kennst du damit aus" แปลว่าMSN 8.0 สามารถเขียนด้วยลายมือได้เหรอ ไม่น่านะ Aom : ได้ค่ะ มองไปที่มุมขวาของหน้าต่าง จะเห็นรูปปากกากับตัวA เลือกปากกา แค่นี้ก็เรียบร้อย Ich : ครับ Aom : auskennen=รู้จักดี หรือมีความรู้ในบางสิ่งดี Ich : เลือกปากกา แล้วเวลาเขียนละครับ Aom : ก็ทำเหมือนเพ้นท์ไงคะ Ich : ด้วยเม้าส์เหรอครับ Aom : ใช่แล้ว กดเม้าส์ว้ายค้างแล้ววาดตามใจชอบ Ich : ถึงว่าอาจานลายมือห่วยจัง เหอะๆๆๆ Aom : ไม่แน่ใจนะว่าเค้าหมายถึงอย่างนี้หรือเปล่า หรือเป็นแบบลายมือเราจริงๆ ว่าแต่รู้จักสาวที่นี่ด้วย ไม่เบานะคะ Ich : คนนี้ ไม่สาว ครับ มีลูกสองแล้ว เหอะๆๆ สาวโสดก็มีอาจานนน คนเดียวนี่อะ Aom : เนี่ยถ้ามี ดิคเล่มสีน้ำเงินที่ว่านะ ไม่ต้องรอถามฉันเลย Ich : มี Dict แล้วอะ แต่ขี้เกียจเปิด อิอิ ผมซื้อแบบปกแข็งอะ เจ็ดร้อยห้าสิบครับ ปกอ่อนสี่ร้อยห้าสิบ Aom : อืม อย่างไหนก็ได้ขอให้เปิด Ich : เล่มบนเป็น ไทย เยอรมัน ก็ดีนะ แพงไปนิด พอดีหาของเฉลิมนิตไม่ได้ Aom : เล่มหนาจัง หาได้ไง ฉันหาไม่เจอ เลยซื้อเล่มเล็กมา Ich : ดูที่ร้านศูนย์จุราครับ คำตลกๆ ก็มีนะครับ ใน Dict นี่อะ อย่างงามขำ อย่างงี้ unvergesslich schoen อิอิ งามขำ งามไปหัวเราะไป หรือเปล่าหว่า Aom : schoen บางทีก็แปลว่ามาก เช่น schoen kalt คือหนาวมากกกกกกกกกกก Ich : สงสัยแบบ pretty cool ในภาษาอังกฤษครับ หนาวสวย อิอิ Aom : บ่ แม่นแล้วงั้น เช่น schoen viel เยอะมาก Ich : Pretty cool = หนาวมาก เหมือนกัน ภาษาประกิดครับ อาจาน MSN Handwriter ต้องลงโปรแกรมเพิ่มด้วยอะครับ ชื่อ Microsoft Windows Journal Viewer1.5. มีตรวจวินโดว์ว่าลิขสิทธิ์ หรือเปล่าด้วยครับถึงจะไปดาวโหลด เจอเน่ วิวเวอมาได้ ถึงจะเขียนด้วยมือได้ Aom : อันที่จริง 7.5 ก็เล่นได้นะ แล้วตอนนี้ใช้รุ่นไหนอยู่คะ Ich : 8.10.178.00 Aom : ก็แล้วไมต้องลงโปรแกรมไรอีกล่ะ ไม่เข้าใจ Ich : กดดินสอ แล้วเขาว่าต้องลงปลั๊กอินเพิ่ม เครื่องมันเตือนอะครับ อิอิ ผม XP พันทิพย์ จานซื้อคอมที่ เมืองไทย หรือ เยอรมันละ Aom : hier ,keine Ahnung Ich : ที่เยอรมัน ของลิขสิด ลงโปรแรกมง่ายเลย Ich : คายเนอ อานึ่ง แปลว่าอะหยังก้อ Aom :hmmmm vielleicht Ich : ฟีลไลค อาจจะ Aom : คายเน่อ อานุ่ง คือ ไม่รู้สิ Ich : แป่ววววววว เขียนเองแท้ๆ Aom : เหมือน weiss nicht แปลว่าไม่รู้ไง Ich : อ๋อครับ ผมนึกว่าอาจานแปลไม่ได้ กรรม Aom : ไม่มีความคิดเห็น ไม่รู้ได้ อะไรพวกนี้น่ะ เอาเข้าไป! Ich : ครับ ผมรู้แต่ว่า ลง อุ้งๆๆ เพศหยิงเลย Aom : Genau ใช้แต่ ich weiss es nicht มันจำเจ Ich : ครับ เลยเปลี่ยนบ้าง เป็น คายเนอ อานุ่ง บ้างอะนะ อิอิ เบื่อเป็นด้วย Ich verstehe schon. Aom : alles klar = ich verstehe schon จะได้ไม่จำเจเช่นกัน สั้นกว่าด้วย Ich : OKey Alles Klar! , Hast du fragen? Aom : nee ,Fragen nicht fragen ,fragen ist ein Verb aber Fragen ist Nome Ich : แป่วววววววว ครับ Nomen Ich : Ich verstelle schon Aom : Ich verstanden! ,meist sagt man verstanden statt verstehen Ich : Ich bin Fehler? Aom : nee nee , habe ich Fehler gemacht? oder ist es falsch? aber besser so,wie ich vorgestellt habe Ich : อาจานให้ ประโยคยากอีกแล้ว อิอิ Aom : und ich moechte nach Bayern fahren Ich : ไม่ได้ขับรถไปอะ ขึ้นเครื่องอะคับ Aom : คนที่นี่เค้าจะพูดกันว่า fahren ซะส่วนใหญ่ Ich : เหรอคับ ถึงจะไม่ขับรถอะนะ เหรอคับ Aom : ไม่งั้นก็บอกว่าfliegen Ich : อ๋อครับ บินมาเลย Aom : Ich trinke kein Allkoholgetruenkt Ich : Gesundheit? Aom :Was ist mit Gesundheit? อะหยังคะที่ต้องการจะถาม ไม่เข้าใจคำถามของคุณ Ich : อาหารสุขภาพ เยอรมันว่าไงนะครับผม Aom : gesundes Essen oder Gesundessen Ich : กริยา มาทำเป็นนาม เป็นเพศกลางใช่ไหมครับ Aom : Ja wohl ถูกต้องนะคร้าบบบบบบบบ Ich : das Liebe liebst Aom : nee die Liebe Ich : แป่ววววว ไหงไม่ดาส Aom : Liebe nicht Lieben! , ende mit e = meist feminin Ich : Das Fragen? เหมือนจะผิด อิอิ ich : อ๋อ Plural Aom : ist richtig aber besser eine Frage und vielle Fragen Ich : อาจาน มีบ้านอยู่ กทมไหม Aom : kein , ich bin doch arm Ich : Ich glaube nicht. Aom : Wirklich ,habe ich schon ueber mich erzaehlt,hast du vergessen? Ich : Du hast viele Deutsch Gelds, denke ich. Aom : nicht viel,es reicht ja fuer einen Monat Ich : เมืองไทยเก็บสิบบาท คือสิบบาท เยอรมันเก็บสิบบาท คือพันบาท อิอิ Aom : 450 nicht 1000 ,aber ich gebe alles aus 5555555555555 Ich : 450 กะ 10 nicht gleich. Aom : ก็จริงนะ Ich : เก็บๆหน่อย รวยเละ อิอิ Aom : แต่ได้มาเยอะกว่าค่าของมันก็แพงกว่าแน่ แล้วก็ไม่ได้ทำงานด้วยเลยไม่มีเงิน Ich : ขอวันละเหรียญ ออยโรพอ หยอดกาปุก Aom : ก็พยายามเก็บเหมือนกัน Ich : 30 Tage gleich 30 Euros = wow so viel Aom : ถ้าไม่กินยังกะโจรปล้น ร้อย ออยที่ไทยเยอะนะ แต่ที่นี่น้อยอ่ะ ซื้อไรได้ไม่มากหรอก Ich : That is a reason to keep your small money. Aom : อย่าลืมสิว่าข้าวที่นี่จานละห้าร้อย ไม่ใช่ยี่สิบบาทเหมือนที่ไทย Ich : โครงการ คนละ 1 ออยโร อาจจะซื้อบ้านได้หลัง คนไทยทั้งยุโรปบริจาค Aom : ซื้อให้ใครล่ะคะ Ich : แป่วววววว สร้างโรงเรียนก็แล้วกัน อิอิ Aom : ก็ดีนะ แต่จะดีกว่าถ้าไปสร้างแถวบ้านนอก Ich : สิบล้านบาท เท่ากะ สองแสนออยโร Aom : ฉันขอตัวนะคะ Ich : ครับอาจาน ขอให้สอบได้คะแนนดีดี โอมเพี้ยง Aom : mach 's gut ,tschuess Ich : pass auf dich auf 19 Januar 2008การใช้ Nominativ และ Akkusativ
Das ist Peter : Peter ist Nominativ. Das มีระดับเท่ากันกับ Peter Peter kauft einen Tisch : Tisch ist Akkusativ. Tisch ถูกซื้อ จึงมีระดับต่ำกว่า Peter Ich heiße Anna : Anna ist Nominativ. Anna มีระดับเดียวกับ Ich
Das Wort ICH bedeutet auf Englisch I.
in Kursbuch 40 Nummer 14
A: Schmeckt der Fisch? B: Danke, er ist fantastisch. Ja, er schmeckt sehr gut. gut. A: Nehmen Sie doch noch etwas Fisch! Nimm B: Danke, gern. Nein danke, ich habe genug. Danke, ich bin satt. Ich möchte nicht mehr.
“Nehmen Sie doch noch Fisch!” ประโยคนี้เป็นแบบ Imperativ
ประโยค คำสั่ง ขอร้อง หรือแนะนำ ในSie Form และ Du Form. Imperativ Satz. 1. Befehl (command) : Kommen Sie hier. 2. Bitter (please) : Kommen Sie (doch bitte) hier. 3. Ratschlage (recommend) : Kommen Sie doch hier.
Du Form 1. Komm(st) (du) hier!. Ihr Form Kommt ihr hier!.
ช่วงนี้แจกชีตเยอะมาก ครับขอได้ทางเมลล์ chung.zzzz@hotmail.com ครับ ---------------------------------------------------------------------------------- 1月17日 ประวัติ ของ HERMANN HESSEเฮอร์มานน์ เอสเส (HERMANN HESSE) เกิดที่เมืองคาล์ว เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1877 ประเทศเยอรมนี บิดาเป็นมิชชั่นนารี ต่อมาภายหลังเป็นผู้อำนวยการแห่งสำนักพิมพ์เมืองคาล์ว มารดาของเขาชื่อ มารี เป็นบุตรสาวของมิชชั่นนารีเช่นกัน เฮสเสได้เข้าโรงเรียนที่เมืองคาล์วและเข้าเรียนภาษาลาตินที่โงบิงเง่นเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าโรงเรียนนักสอนศาสนาวึทเทมแบร์ก ต่อมาได้สัญชาติเป็นคนสวิส เขาเข้าเรียนที่เมลเบิร์นในเดือนกันยายน ปี 1891 เพียง 7 เดือนก็หนีออกมา ด้วยสาเหตุเพราะ “ต้องการเป็นนักเขียน” ในปี 1895 –1898 ขายหนังสืออยู่ที่เฮ็คเค่นฮาวเออร์บุ๊คช็อป เมืองตือบิงเง่น เริ่มต้นงานเขียนนวนิยายเป็นครั้งแรกในปี 1899 คือ เรื่อง Schweinigel แต่ต้นฉบับเกิดหายไป เรื่องต่อมาคือ Romantic Songs และเรื่อง An Hour Beyond Midnight ขณะที่เป็นเสมียนคลังสินค้าอยู่ในเมืองบาเซลอยู่นั้น เขาก็เขียนบทความและข้อเขียนไปลงหนังสือ ซึ่งเป็นพื้นฐานต่อวิธีการเขียนของเขาในเวลาต่อมา ปี 1904 ได้พิมพ์งานชื่อว่า ปีเตอร์ คาเมนซินด์ (Peter Camenzind) เริ่มเป็นนักเขียนอิสระ เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์และนิตยสารด้วย ได้แต่งงานกับมาเรีย เบอร์นูล์ยี และให้กำเนิดบุตรชายในปีถัดมา เขาให้ชื่อว่า “บรูโน” หลังจากนั้นก็มีผลงานออกมาสม่ำเสมอ เช่นบทเรียน (1906) ซึ่งเป็นเรื่องที่เขียนไว้เมื่อสองปีก่อน ออกนวนิยายเรื่อง เกอร์ทรูด (Gertrude,1910), รอสฮัลด์ (Rosshalde, 1914) พอสงครามโลกเริ่มต้นขึ้นจึงถูกเรียกตัวเข้าประจำในกองทัพ แต่เขาสายตาสั้นจึงไม่ได้รับการพิจารณา ในปี 1915 มีผลงานเขียนออกมาเป็นจำนวนมาก เช่น คนุลป์ (Knulp), Along the Way, Music of the Lonely, Youth, Beautiful Youth ซึ่งในปีนี้เองเขาโดนมรสุมชีวิตกระหน่ำแทบเสียสติ เกิดอาการซ็อคทางประสาท เนื่องจากบิดาเสียชีวิต ภรรยาและลูกชายของเขาก็ป่วยพร้อมกันจนเขาต้องเข้าทำการรักษาตัวเองที่โรงพยาบาลโรคจิต และได้กลายมาเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของ ซี. จี. ยุง นักจิตวิทยาชื่อก้องโลก ปี 1919 จึงมีผลงานชื่อ เดเมียน (Damian), เพลงขลุ่ยในฝัน ปีถัดมาออกงานบทกวีชื่อ Poems of the Painter เป็นบทกวี 10 ชิ้น มีภาพประกอบโดยผู้เขียน และนวนิยายเรื่อง คลิงซอร์ (Klingsor’s Last Summer), Wandering และสิทธารถะ(Siddhartha,1922), The Journey to Nuremberg, สเตปเปนวูล์ฟ (Steppenwolf,1927), นาร์ซิสซัสกับโกลด์มุลด์ (Narcissus and Goldmuld, 1930), ท่องตะวันออก (Journey to the East, 1932), เกมลูกแก้ว (The Glass Bead Game, 1943) ในปี 1946 เขาได้รับรางวัลทางวรรณกรรม ที่ยิ่งใหญ่คือรางวัลโนเบล นอกจากผลงานด้านนวนิยายแล้วเขายังมีผลงานเขียนบทกวีและข้อเขียนเชิงวิจารณ์อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่ยอมรับเป็นอย่างสูงในบรรดานักคิดร่วมสมัย นาซีเยอรมันกลัวและพยายามกำจัดหนังสือของเฮสเส แต่ชาวสวิสกลับให้เกียรติและยกย่องทั้งยังเสนอปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้เขา แต่ทันทีที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ ชาวเยอรมันกลับยอมรับเขาโดยการมอบรางวัลเกอเธ่ (Goethe Prize) ให้เป็นเกียรติเพราะเป็นที่ปรากฏแก่ผู้อ่านเป็นจำนวนมากกว่าผลงานของเขาได้รักษาคุณค่าด้านต่างๆ ไว้มาก เป็น “อาณาจักรทางวิญญาณอันไม่จำกัดเวลา” ซึ่งวงวรรณกรรมและวัฒนธรรมเยอรมันได้สูญเสียไประหว่างการปกครองในระบอบนาซี เฮอร์มานน์ เฮสเสถึงแก่กรรมเมื่อปี 1962 สิริรวมอายุได้ 85 ปี -------------------------------------------------------------------------------------------------- ประวัติ ของ Johann Wolfgang von Goethe28 สิงหาคม พ.ศ. 2292 -------------------------------------------------------------------------------------------------- 1月16日 คุยกับครูอ้อมที่เยอรมัน กับคำถามน่าสนใจครับIch: สวัสดีครับ ผมจะพูดว่า ผมเชื่อว่าคุณทำได้จะพูดว่ายังไงครับ Ich glabe dich machen kann. ใช่ไหมครับ
Aom: ค่ะ ต้องเป็น ich glaube,dass du schaffen(machen) kannst Ich: โห ยากเหมือนกันนะนี่ Aom: schaffen คือ สร้าง หรือ ทำบางสิ่งได้
Ich: ครับ Aom: ich glaube dir,ฉันเชื่อเธอ
ich glaube,dassฉันเชื่อว่า...... ich glabe,dass เป็น verb hilfverb ค่ะ Ich: ถ้าผมจะพูดว่า " I am trying to understand you" ในภาษาเยอรมันจะต้องพูดยังไงครับ Aom: พูดว่า ich versuche,dich zu verstehen ich versuche ฉันพยายาม dich zu verstehen ที่จะเข้าใจเธอ zu..... = to...... Ich: แล้วถ้าผมต้องการพูดว่า " I would like to speak german well as soon as possible" ละครับ ใช้ Ich moechte das..ไหมครับ Aom: be trying=now= nun oder im Moment oder gerade, kann man auch dazu sagen ich mchte,dass ich m?glichschnellst Deutsch sprechen kann gerade เส้นตรงแต่ว่า มันก็หมายถึง เมื่อกี๊หรือตอนนี้เหมือนกัน ใช้กันมากในการพูด beispielerweise: A: was machst du gerade? B:Ich frühstücke Ich: ครับผม แล้ว I have to กับ I must เราต้องใช้ "Ich muss" เสมอหรือเปล่าครับ? Aom: ไม่ค่ะ auch ich habe .........zu (verb) tun Ich: ใช้เหมือนภาษาอังกฤษเลยเหรอครับ? Aom: tun=beispiel ,man kann sagen aber nicht alles kann mit Eng. verglichen werden Ich: How can I say " I do as well as you" "I did same as you had done" Aom: Ich tu(mache) es gut wie du tust(machst) ,und 2 Satz Ich habe gatan,wie du getan hast ขึ้นอยู่กับความหมายของประโยค Ich: ผมขอลงที่เราคุยกัน ในสเป็สห้องนะครับ อาจจะเป็นประโยชน์กับกลุ่มไม่น้อยทีเดียวครับ Aom: gern geschehen ,bitte hast(habt) du(ihr) noch fragen? aber sicher Ich: Danke sch?n. Aom: wie du willst,wenn es richtig ist. Ich: Was tier ist neben dich? im dien Bild.
Aom: ต้องพูดว่า Welches Tier (was für einen) ist neben dir? ค่ะ Es ist eine kleine und hübsche Ente was für eines! nicht einen auf dem Bild Ich: Es ist weiß Ente <-- white duck Aom: Nein, sondern gelbe ,sie ist nur eine Puppe nicht echte Ente. Ich: Wirklich? Aom: Ja klar! Ich: aber du hast viel Puppe, nicht wahr? Aom: Wieso denn? mann darf die Ente im Haus nicht züchten Ich: Diese Ente ist magst du gern. Aom: Ja, wohl Ich: Magst du diese Ente? Aom: Ja, ich mag sie sehr sie nicht ihn oder ihm Ente=feminin die Ente gefällt sie dir ? Ich denke,wenn ich keinen Job in Thailand kriegen würde,würde ich mich mal bei Goethe TH. bewerben Aom: Stammverb= gefallen=ชอบ หรือ พอใจ zum beispiel: ein Mädchen läuft durch der Jungen J1: waw geil! J2:gefällt es(sie) dir? normalerweise,es gefällt..mir oder dir oder ihm(dativ)....... es ( ใช้แทนคนหรือสิ่งของที่คุณชอบหรือพอใจ เป็นประธานในประโยค ซึ่งก็คือ Nominativ นั่นเอง ) gefällt สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างก็คือ การบอกความรู้สึก จะใช้กับ dativ เช่น es ist mir kalt,nicht ich bin kalt es ist mir kalt ฉันหนาว ich bin kalt ฉันเป็นคนเย็นชา และต้องระวังสำหรับคุณผู้หญิง ich bin heiss คือ ฉัน ร้อนแรง ที่ถูกคือ es ist mir warm oder heiss Ich: แบบ ich bin frei กะ ich habe frei ใช่ไหมครับ Aom: genau ,ich bin frei= ich bin ledig aber ich habe frei = ich bin nicht beschäftig, ich habe freie Zeit Ich: วันนี้ได้ความรู้มากทีเดียว ขอบคุณมากเลยนะครับ เรียกว่าอาจานเจเน็ท หรือชื่ออื่นดี อิอิ Aom: เรียกว่าอ้อมเฉยๆ ก็ได้ค่ะ Ich: ครูอ้อม ดีกว่ามัง พรุ่งนี้จะทำลงสเปสนะครับ อิอิ Aom: คุณสนใจจะซื้อหนังสือมั๊ยล่ะ สามารถหาอ่านได้ Ich: ที่ผมถามนี่ไม่มีในตำรานะ หมายถึงหนังสือ ที่เยอรมันเหรอครับ Aom: แต่กฎมันก็เหมือนกันแหล่ะค่ะ ที่ไทยค่ะ ฉันก็ซื้อติดมาอ่านเหมือนกัน Ich: ผมว่าของอาจานวรรณา อ่านยากไปนิด Aom: อ๋อ เคยใช้เรียนเหมือนกัน แต่ตอนนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจ หนังสือชื่อว่า ไวยากรณ์เยอรมัน, สนพ.จุฬาลงกรณ์,อ.วรรณา แสงอร่ามเรือง Ich: ผมมีทั้ง สามเล่มเลย อ่านยากไหม Aom: ฉันว่าไม่ยากนะ แต่ทางที่ดีใช้ตำราเป็นเยอรมันทั้งหมดได้จะดีมาก เพราะบางทีมันก็ไม่เป๊ะเหมือนกัน Ich: ที่เมืองไทย ไม่มีขายนะสิครับผม Aom: ตอนนี้หายไปเล่มนึงค่ะ และก็ใช้ พจนานุกรม เล่มสีน้ำเงิน ใช้เหมือนกันหรือเปล่าคะ Ich: Dictionary ของ Oxford หรือ langencheid ครับ Aom: ไม่ใช่ ของหน้าต่างสู่ภาษาค่ะ Deutsch-Thai นะคะ Ich: ผมไม่เคยใช้ เยอรมันไทย เพราะเคยซื้อมาแล้วหาศัพท์ไม่ค่อยเจออะครับ สงสัยคำศัพท์น้อยไป Aom เล่มหนาๆนะคะ Ich: ผมใช้ เยอรมัน อังกฤษ ของ Langencheid สีเหลือง กะ เยอรมัน เยอรมัน ซื้อมายังใช้ไม่คุ้มอะ อันนี้ เล่มที่ซื้อหนามาก ไม่เหมาะแบกไปไหนมาไหน Aom: ถ้าคุณเข้าใจก็ดีมากเลยค่ะ แต่ฉันไม่ค่อยเข้าใจ หมายถึงตอนแรกน่ะค่ะ ฉันมีเล่มสีน้ำเงินนี่แหล่ะที่ใช้เป็นประจำ และก็มีของlangenscheid, De- De Ich: เล่มสีเหลือง ใช่ไหม Aom: genau. อันไหนก็ได้ ขอให้คุณเข้าใจ(ถูก)ก็พอ ค่ะ มันดีมากเลย เห็นภาพหนังสือไหมค่ะ Ich: เห็นครับ ศัพท์เยอะไหม Aom: เยอะมากค่ะ Ich: ภาษาไทยอะนะครับ เวิร์คไหม Aom: คงพอๆ กับlangenscheid Ich: โห เหรอครับ Aom: เล่มละหกร้อยได้แล้วมังคะ Ich: หกร้อยถือว่าถูกมากนะครับ Aom: สำหรับคนที่เพิ่งเรียน และคนที่เรียนมาแล้ว ฉันคิดว่าคุณควรจะมีเล่มน้ำเงินไว้นะคะ มันช่วยได้เยอะจริงๆ ซื้อที่เกอเธ่นั่นแหล่ะค่ะ Ich: มีประโยค ตัวอย่างไหมครับ Aom: มีค่ะ ตัวอย่างน่ะ Ich: เหรอครับ ดีจัง เดี๋ยวไปดูศูนย์จุฬา หรือซีเอ็ด ดูก่อนครับ Aom: ถ้าว่ามันถูกล่ะก็อย่าลืมซื้อนะคะ Ich: ครับผม ของสำนักพิมพ์ อะไรนะครับ Aom: หน้าต่างสู่ภาษา แล้วทีนี้คงไม่ต้องถามฉันแน่ๆ รหัสหนังสือ ISBN:974-87079-5-4 Ich: โห ไม่หรอกครับ ครูสอนดีกว่าหนังสือ sicher sicher นะครับ ว่าแต่วันนี้ไม่ไปเรียนเหรอครับ อิอิ Aom: ช่วงนี้มีแต่สอบค่ะ เล่มนี้ก็สำคัญนะคะ Ich: ครับ มีอีกเหรอ Aom: Thai-deutsch,ของ สนพ.เฉลิมนิจ เอาไว้ดูคำที่เราอยากพูดน่ะค่ะ แบบบางที่หัวมันไม่แล่น เลยต้องพึ่งเล็กน้อย เล่มบางๆเล็กๆค่ะ Ich: ชื่ออะไรครับ Aom: Thai-Deutsch Wörterbuch ค่ะ Ich: ที่ทำงานปิดแล้ว ผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับ แล้วเจอกันใหม่ครับ Aom: ค่ะ เช่นกัน 1月15日 12 Januar 2008 เกี่ยวกับการสั่งอาหารในบทที่ 3 อาหารที่มาก่อน อาหารชุดอื่นๆ เรียกว่า Vorspeise ฟอร์ชไปส อาหารมาหลังมื้อหลัก เรียกว่า Nachtisch หรือ Nachtisch หรือ Nachdessert ก็ได้
ให้เติมข้อความลงในประโยคใน kursbuch หน้า 38 nummer 7 a) und b)
Der Mann nimmt eine Zweibelsuppe und einen Schweinebraten und trinkt ein Beer.
Die Frau isst eine Fischplatte und trinkt einen Weißwein.
Das Kind isst eine Bratwurst mit Prommes Frites und trinkt eine Lemonade.
Die Frau isst ein Brathähnchen mit Reis und trinkt ein Beer.
Der Mann isst/nimmt auch ein Brathähnchen und trinkt auch ein Glas Beer.
Der Mann isst/nimmt eine Rindfleischsuppe und eine Bratwurst mit Kartoffelsalat und trinkt ein Bier.
Das Kind isst/nimmt einen Bratfisch und trinkt eine Cola und nimmt ein Eis mit Sahne als Nachtisch.
ทำ Kursbuch nummer 8 Üben Sie
ทำ ใน Kursbuch Seite 36 nummer 6
Zum bei spiel การสลับตำแหน่งของคำสามารถทำได้ เนื่องจากมีการผันVerb ตาม Subjekt และผัน Adjektiv ตาม Nomen ทำให้สามารถเข้าใจความหมายได้เช่นเดิม
Ich esse die Suppe. Ich esse den Salat.
Die Suppe esse ich. Den Salat esse ich.
ตำแหน่งของการประกอบประโยค มีหลักการว่า Verb หลักจะอยู่ตำแหน่งที่ 2 เสมอ ส่วนประธานสามารถวางไว้ที่ตำแหน่งสาม หรือหนึ่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการเน้นอะไรมากกว่าประธาน หรือไม่ โดยปกติประโยคที่สมบูรณ์มักเน้นตำแหน่งแรกที่เวลาเสมอ ที่สำคัญประธานจะต้องอยู่ติดกับกริยาเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง
1. Verb 2 Stelle
2. Nominativ ตำแหน่ง 1 หรือ 3
3. Zeit สำคัญที่สุด ให้อยู่ตำแหน่ง 1 หรือ 3
Zum bei spiel :
wohnen ถ้าประธานเป็น ich จะกลายเป็น wohne : Ich wohne หรือถ้าประธานเป็น Du จะกลายเป็น wohnst ทันที สังเกตุว่าส่วนสำคัญ(Stamm) "wohn" จะไม่เปลี่ยนแปลงสำหรับในกรณีนี้ เรียกว่า regelmäßig Verben กริยาที่ผันตามปกติ
ประโยคภาษาเยอรมันสามารถตัดคำออกได้เหมือนคณิตศาสตร์ ยกตัวอย่าง
Ich heiße Anna.
Ich bin 20 Jahre alt.
Ich bin ledig.
Ich habe keine Kinder.
สามารถลดประโยคลงได้ ดังนี้
Ich heiße Anna. Ich bin 20 Jahre alt,ledig und habe kein Kinder.
im KursBuch seite 39 machen.
การจ่ายค่าอาหาร A = das Gast nummer 1, B: der Kellner und C = das Gast nummer 2;
A: Wir möchten bitte bezahlen.
B: Zusammen oder getrennt?
A: Getrennt bitte.
B: Und was bezahlen Sie?
A: Das Kotelett und das Bier.
B: Das macht 9 Euro 35.
A: 10 , bitte.
B: Vielen Dank!
C: Und ich bezahle die Bratwurst und die Cola.
B: Das macht 6 Euro
C: 6 Euro 50, Stimmt so.
B: Danke schön!
เงินทอนใช้ das Rückgeld, das Wechselgeld (หรือ เงินแลกเปลี่ยน)
ส่วนเงินทิป เราเรียกว่า das Trinkgeld
ตัวอย่าง กริยาที่ไม่ผันตามปกติกันครับ Unregelmäßig Verben.
nehmen -> take
Ich nahme
Du nimmst
Sie nehmen
Er,Sie,Es nimmt
Wir nehmen
Ihr nehmt
Sie nehmen
Sie nehmen
มีชีต 3 แผ่น Hausgabe 1 แผ่น und im Arbeibuch seite 37 nummer 16
Zum glück ครับ
1月14日 มาเรียนภาษาเยอรมันด้วยเกมส์กันเถอะ ผมคนนึงละที่ไม่ชอบเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ อาจจะเพราะเล่นทีไรไม่เคยชนะละมังครับ เครื่องกลไกย่อมเก่งกว่าเสมออะนะ อิอิ แต่สมัยนี้เป็นโอกาส หรือโชคของคนเรียนภาษารุ่นใหม่ๆ
ด้วยมีเกมส์ช่วยสอนผลิตออกมาให้เราได้ทดสอบกันเยอะแยะมากมาย แทนท่านอาจารย์ที่สอนเราในห้องเรียน ทั้งสำเนียงเนถีบแลงเกวท (Native Language) เสียด้วย อันนี้น่าจะทำให้เราเป็นภาษาได้ รวดเร็วขึ้น เกมส์คอมพิวเตอร์สอน และทดสอบภาษา เยอรมัน ที่ผมลองมาแล้ว มีหลายตัวครับ เช่น Rosetta Stone กล่องสีเหลืองๆ อันนี้เหมาะกับคนที่ชอบเล่นตอบแบบ ก ข ค ง อะนะ ในชุดใหญ่เขามีหลายภาษาเลยละ ใช้แบบฟอร์มเดียวกัน แค่เปลี่ยนเสียง อักษร และภาพบ้างเท่านั้น สนุกดีครับ แต่ข้อทดสอบเป็นแนวเดิมตลอด ภาพชัดเสียงดี น่าเล่นมากทีเดียว Tell me More German อันนี้กล่องสีน้ำเงิน ข้อเด่นของเกมส์ที่นี่ คือเน้น การออกเสียง ผ่านไมโครโฟน ของคอมพิวเตอร์ ถ้าตอบด้วยเสียงถูก ถึงจะผ่านไปได้ ส่วนอื่นก็มี ก ข ค ง แล้วก็ สแก็บเบิ้ลมังนะ โปรแกรมใหญ่มากครับมี 4 CD แน่ะ EuroTalk , EzLanguage , TriplePlayPlus โปรแกรมพวกนี้จะคล้ายๆกัน เน้นที่ศัพท์โดยตรงเลย เหมาะสำหรับช่วยการจำศัพท์ แยกตามประเภทให้ทดสอบด้วย โดย EuroTalk จะมีคำอธิบายหลายภาษาผู้เล่นเลือกได้เอง สามารถเป็นภาษาไทยได้ด้วยครับ ใครมีโปรแกรมเกมส์ หรือช่วยสอนภาษาเยอรมัน เจ๋งๆ ก็บอกกันได้นะครับ อยากรู้ว่าใช้โปรแกรมอะไรกันบ้างหรือเปล่า เล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ อิอิ 1月11日 เสน่ห์สาวไทยมัดใจฝรั่ง โดยเฉพาะหนุ่มเยอรมัน จากที่ได้คุยกันเรื่องหนุ่มเยอรมันชอบสาวผิวสี จริงหรือ ทำให้ต้องลองหาข้อมูลดู แต่ที่แน่ๆคือเพื่อนที่เป็นแฟน หรือภรรยาของชาวเยอรมัน 8 ใน 10 คน เป็นคนผิวสีไม่ขาวอะครับ อันนี้พบมากับตัวเองเลย มีเอกสารนึงยืนยันด้วย ภาพว่าคนยุโรปชอบสาวผิวสี ส่วนคนเอเชียชอบผิวขาว ก็รูปนี้แหละ
ทางขวาเป็นภาษาเยอรมัน หมายถึงหนุ่มยุโรปชอบสาวผิวสี ส่วนทางซ้ายรสนิยมหนุ่มจีน หรือเอเชียชอบสาวผิวขาว ผมถามเพื่อน ก็นายอีก้อ หนุ่มฝรั่งเศส เพื่อนเรานั่นเอง แกบอกผมคบแฟนที่ภายในคร้าบบบ ความซื่อสัตย์ จริงใจ มิใช่ภายนอก เออ น่าจะจริงครับ แต่แฟนสาวไทย แกก็ผิวสีเหมือนกันนะ สงสัยเผลอไปตรงกับสถิติ พอดี เหอะ ๆๆ ลองอ่านกระทู้นี้ดูนะครับ ให้แง่คิดดีดีได้บ้างครับ น่าสนใจดี *********************************************************************************************************************** นี่เป็นอีกหลายๆ คำตอบที่สาวเจ้าหน้าไม่สวย แต่จะสร้างเสนห์อย่างไรให้ดึงดูดใจ มาเฉลยไขข้อข้องใจให้เราได้รู้กันถ้วนหน้า...ว่าวิธีมัดใจหนุ่มต่างแดนนั้นต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง... สาวตัวดำหรือผิวสีแทนที่หนุ่มไทยบางคนอาจจะไม่ถูกสเป๊ก แต่พึงพอใจไว้เถิดจะเกิดผล เพราะร้อยทั้งร้อย หนุ่มฝรั่งตาน้ำข้าวผิวสีขาวจั๊วะต้องเล็งมาที่คุณอย่างแน่นอน ไม่ต้องเสียใจนอนร้องไห้ซมซานเพราะสีผิวหรอก จงรู้ไว้เถิดสาวตัวคล้ำ คุณคือหมายเลข 1 ของหนุ่มต่างแดนที่จะเล็งเป้ามาที่คุณอย่างแน่นอน (แต่สาวผิวขาวเหลืองก็ไม่ต้องน้อยใจค่ะ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับส่วนอื่นๆ นำมาประกอบอีกด้วย)
หลงเสน่ห์สาวไทย... ชาวต่างชาติบางคนที่ได้ยินชื่อเสียงของเมืองไทยมานาน นอกจากจะศึกษาตำราข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยแล้ว สาวๆในเมืองไทยก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สามารถทำให้หนุ่มตาน้ำข้าวรู้สึกสนใจ เสน่ห์ปลายจวัก... เสน่ห์ปลายจวักของสาวไทย เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่เราหยิบยกมา นั้นเพราะว่าหนุ่มตาน้ำข้าวหลายคนที่หลงใหลอาหารไทยมาก โดยเฉพาะต้มยำกุ้ง ที่ทั้งเผ็ดทั้งแซ่บแบบที่ฝรั่งติดใจในรสชาติ หนุ่มฝรั่งบางคนถึงกับยอมเข้าคอร์สเรียนอาหารไทยเลยก็มี แต่บางคนที่เลือกสาวไทยเป็นภรรยา ก็เพราะว่าติดใจในรสชาติอาหารไทยและสาวไทยด้วยนั่นเอง...ระวัง ! อย่ามองข้ามอาหารไทย นะจ๊ะจะบอกให้ ยิ้มสยาม... เป็นที่รู้กันดีในกลุ่มชนต่างแดนว่า ยิ้มที่สวยที่สุดในจักรวาลก็คือ ยิ้มของชาวสยาม โดยเฉพาะสาวไทย ที่สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับหนุ่มต่างชาติจนกลายเป็นสื่อสัมพันธ์ในอีกระดับหนึ่งขึ้นมาและก่อเกิดเป็นความรักมาแล้ว สาวๆที่หน้าบึ้งแม้แต่หนุ่มไทยยังไม่กล้าแหยมขนาดนี้ ถ้าฝรั่งเห็นคงต้องถอยทัพกลับประเทศอย่างไม่เหลียวหันกลับมามองเลยทีเดียว...รอยยิ้มที่สวยงามคือหน้าต่างของหัวใจและสื่อสายใยแห่งรักให้คุณได้นะจะบอกให้ ไม่เรื่องมาก... สาวไทยส่วนใหญ่เวลาที่คบกับหนุ่มต่างแดนแล้ว มักจะไม่ค่อยมีเรื่องของการงอนกันสักเท่าไหร่ นั่นก็อาจเป็นเพราะว่าเรื่องของวัฒนธรรมและภาษา ทำให้ไม่จำเป็นต้องผิดใจกันแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่สำคัญเมื่อคบกันแล้วต่างคนต่างไม่เรื่องมาก เพราะผู้ชายฝรั่งส่วนใหญ่ให้เกียรติสาวไทยมากๆ แถม(บางราย) ยังส่งเสียเลี้ยงดูเป็นอย่างดีและรับเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย... เอาใจเก่ง... สาวไทยหลายคนที่ได้เป็นคู่ชีวิตกับชาวต่างชาติ เพราะความช่างเอาเอกเอาใจสามีฝรั่งนี่เอง อีกอย่างสาวไทยมักจะคิดว่าฝรั่งรักเดียวใจเดียว หากเปรียบกับหนุ่มไทยที่มักจะเจ้าชู้ไปวันๆ แปลก... แปลกๆนี่หมายถึงหน้าตานะ เพราะว่าหากเรามองสาวฝรั่งแล้วเรามักจะรู้สึกว่า ส่วนใหญ่รูปหน้าจะสวย เสียอย่างเดียวก็ตรงที่ใบหน้าและลำตัวมักจะมีตกกระ ที่อาจจะดูรกหูรกตาไปหน่อย เมื่อหนุ่มฝรั่งมาเจอสาวไทย อะไรที่เคยเห็นใหญ่ๆ สวยๆ แบบเดิมๆ ก็เริ่มเปลี่ยนความคิดหันมามองของแปลกดูบ้าง ตัวเล็ก... เป็นเพราะว่าหนุ่มสาวฝรั่งยิ่งในแถบยุโรปเนี่ยจะเป็นคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่ เมื่อเวลาที่หนุ่มฝรั่งมาเที่ยวแถบเอเชีย โดยเฉพาะได้เจอะเจอสาวไทย ยิ่งตรงเสป๊กเลยทีเดียว นั่นเพราะว่า สาวไทยรูปร่างไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป แต่ถ้าเทียบไซส์กันแล้วก็ยังถือว่าตัวเล็กกว่าสาวฝรั่งเยอะ เพราะเป็นสาวตัวเล็กอย่างนี้ล่ะถึงได้เปรียบ By : bbbb [ 13 ส.ค. 47 - 11:02:19 น. ] ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ความเห็นที่ 2
ผิดกับผม ทำม๊าย ทำไม สาว ๆ ชาวเยอรมัน ช่างสวยน่ารักไปซะหมด เสียอย่างที่หล่อนมักจะไม่ชายตาแล หนุ่มเอเซียผิวสีแทน หุ่นดี ๆ อย่างเราซักเท่าไหร่ ผู้ชายไทยไม่ hot ในสายตาฝรั่งเท่าไหร่เล้ย สู้ผู้หญิงไม่ได้ From : เสือยุโรป [ 13 ส.ค. 47 - 14:18:37 น. ]
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ความเห็นที่ 3
คุณเสือยุโรปรู้ความจริงในอดีตแล้วจะหนาว ผมเคยอยู่เยอรมนีในปี 1971-1985 ตอนที่ผมไปใหม่ๆ ถ้าพวกเยอรมันรู้ว่าเราเป็นคนไทย เขาจะอุทาน " Oh!! Koenigin SIRIKIT " และทักทายเราอย่างเป็นมิตร สำหรับพวกวัยรุ่นเยอรมัน ใครได้เพื่อน หรือว่าคู่ควงเป็นคนไทยนะ เท่ห์ระเบิดเลยละ โดยเฉพาะแถบทางภาคใต้(Allgaeu/Bayern) ที่ผมอยู่หนุ่มไทยเป็นเหมือนแฟชั่นที่ฮิตกันในหมู่สาวๆ มาก พวกนักเรียนไทยทางภาคกลางและทางเหนือมีวันหยุดเป็นไม่ได้ ต้องตีรถลงใต้กันตลอด ระยะหลัง พอเยอรมนีรับชาวเวียดนามอพยพเข้าประเทศมากขึ้นๆ ความรู้สึกดีๆ ที่เขาเคยมีกับคนเอเซียก็เปลี่ยนไป อย่าให้พูดถึงดีกว่านะครับ แม้แต่คนไทยก็รับคนพวกนั้นไม่ได้เหมือนกัน เสียดายวันเวลาดีๆ แบบนั้นในอดีต แต่ผมว่าโดยภาพรวมแล้ว คนเยอรมันก็ถือว่าเป็นมิตรกับคนไทยดีมากทีเดียว หรือคุณเสือยุโรปจะว่าไงครับ From : Daeng [ 13 ส.ค. 47 - 22:40:37 น. ] ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ ความเห็นที่ 4
จริงครับ ที่คนเวียดนามเดี๋ยวนี้เยอะมาก แถมทำตัวเป็นมาเฟียร์ ส่วนที่รองลงมาก็คนจีน คนไทยที่นี่น้อยมากครับ เห็นหน้ากันครั้งแรก คนเยอรมันจะนึกว่าเราเป็นคนเวียดนามซะก่อนเลย แต่พอถามไถ่กัน ว่าเป็นคนไทย เค้าก็มองเราดีขึ้น จริง ๆ นะครับ โดยเฉพาะพวกยาย ๆ ป้า ๆ แกจะใจดีมากกับพวกเรา ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นกันเองดี ผมอยู่ที่นี่ เมืองเดรสเดน (อยู่ทางตะวันออกครับ) คิดว่าคนที่นี่โดยรวมแล้วเป็นมิตร อยู่ง่ายสะบายใจ เมืองก็สวย สงบเงียบ ไม่พลุกพล่าน เหมาะกับการเรียนเป็นอย่างยิ่ง โชคดีมาก ๆ เลย ที่ได้มาอยู่ที่นี่ เข้ากับคนอย่างผมดี แถมมีทางจักรยานมากมายให้ปั่น ใช้ชีวิตสนุกดีครับ คุณ Deang มาอยู่ตั้งแต่สมัย 1971 เลยเหรอครับ โห นับว่าเป็นรุ่นแรกเลยมั้งเนี่ยครับ ผมเองก็มาเรียนครับ อีก 3 ปี ก็จะได้กลับบ้านไปทำงานต่อแล้ว เนี่ยอีก 7 วันครบ 1 ปีแล้วครับ ทุกอย่างก็ถือว่าผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งเรื่องเรียน และการใช้ชีวิตครับ
From : เสือยุโรป [ 14 ส.ค. 47 - 04:37:57 น. ]
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ ความเห็นที่ 6
อูวว์!อิจฉาคุณเสือยุโรปนะ ผมรู้ว่าที่เดรสเด็นมีโบราณสถานน่าสนใจมาก เป็นเมืองที่โดนสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดหนักด้วยตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วยังมีโรงอุปรากรไบรอยท์ที่ริคาร์ด วากเนอร์ตั้งขึ้นด้วย ถ้าผมได้ไปอยู่เดรสเด็นก็คงสะใจมากเลย เพราะจะได้เที่ยวดูสถานที่กับโอเปร่าให้สาสม พอๆกับได้มีที่ขี่จักรยานครับ From : สรศักดิ์ นักปั่นบินได้ [ 14 ส.ค. 47 - 07:56:31 น. ] ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ ความเห็นที่ 7
ผมเคยอยู่ LUBECK ทางเหนือ ของฮัมบรูค 2 ปี เมืองเล็กๆสวยดี ความเด่นของเมืองคือมีประตูคู่ ฮอสเท็นทัวร์ ดูได้รูปที่อยู่ในหลังแบงค์ใบ 50 มาร์ค.....ผมเกือบโดนพวกเยอรมันนีโอนาซีสกินเฮดกระทืบ เพราะมันนึกว่าผมเป็นตรุกี ที่รู้ๆคนเยอรมันไม่ชอบคนตรุกีเลยครับ.. From : ลุงแดน [ 14 ส.ค. 47 - 16:41:57 น. ] ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ ความเห็นที่ 8
คุณลุงแดนพูดถึง Lubeck ทำให้คิดถึงรูปปั้นสิงห์โตตัวใหญ่ที่นั่น ผมว่าทำให้สวยงามมีอารมณ์มากที่สุดเท่าที่เคยเห็นในยุโรป ชาตินี้ถ้ามีโอกาสจะกลับไปดูให้ได้อีกซักครั้ง นอกเหนือจากหาดที่เกาะ Sylt ในหน้าร้อนที่มีสาวๆเยอรมันไปอาบแดดกันลานตา.... From : L [ 15 ส.ค. 47 - 11:03:48 น. ] ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ ความเห็นที่ 11
เอาอีกนิด เสริมที่ทั่น บ.ก. ได้กล่าวมาแล้ว คือเมืองเดรสเดน เนี่ยเป็นเมืองสุดท้ายที่โดนถล่มครับ แบบว่าเป็นการล้างแค้นโดยเฉพาะ โดยกองทัพอากาศอังกฤษ ถล่มเมืองราบเป็นหน้ากลอง หลังจากเยอรมันประกาศยอมแพ้ไปแล้ว ราว ๆ 2 อาทิตย์ ก่อนวันวาเลนไทน์ 1 วัน สาเหตุเพราะเมืองเดรสเดนสวยมาก และไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์มาก่อน เมืองเลยยังสมบูรณ์ อังกฤษเลยแก้แค้นที่เยอรมันถล่มลอนดอนซะหนัก พังไปหลายแถบ เลยต้องหาเมืองที่คู่ควร และสาสมกับการล้างแค้น ความซวยเลยตกกับเมืองเดรสเดนนี่เอง แต่รัฐบาลเยอรมัน ก็ช่างทำอะไรที่ เห็นแล้วทึ่งจริง ๆ เค้ากำลังจะเนรมิตร เมืองที่โดนถล่มราบกลับมาให้เหมือนเดิม โดยเริ่มมานานแล้วครับ ก่อนจะรวมประเทศซะอีก หมดงบประมาณไปมากมาย แต่เค้าก็ทำได้จริง ๆ เมืองทั้งเมืองจะเสร็จพร้อมกันในปี 2006 ซึ่งครบรอบ 800 ปีของเมืองพอดีครับ ตรงกับฟุตบอลโลกด้วย ผมเองก็คงใกล้จบแล้ว อิอิ หวังว่าเป็นเช่นนั้นครับ From : เสือยุโรป [ 16 ส.ค. 47 - 06:30:55 น. ]
เรื่อง เสน่ห์สาวไทยมัดใจฝรั่ง โดย bbb จาก http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=35352 ครับ 1月9日 มาหัดผัน Verb sein กัน กรัมมาติค ยากจริงหรือ มันเป็นกฏอะครับ คือเขาบังคับมาว่าต้องทำตามนี้ ถึงจะเป็นภาษาของเขาที่เขารู้เรื่อง เราเรียนภาษาของเขาก็ต้องใช้ให้ถูกต้อง แน่นอนนะสำคัญตอนเขียน ตอนพูดผิดนิดหน่อยยังพอทน แต่ให้เรารู้จริงก็จะดีกว่าเน้อ ไม่ยากหรอก อิอิ
ภาษาไทยเราเรื่องคำกริยา นี่ใช้ง่ายมากจริงๆ (ของเราจะยากเรื่องโทเนชชั่น เสียงสูงๆต่ำๆอะนะ อิอิ) ภาษาไทย คุณอยู่ ผมอยู่ เขาอยู่ เราอยู่ หล่อนอยู่ ใช้อยู่คำเดียวกัน ง่ายมากเลย ภาษาเยอรมันเขาไม่อย่างงั้น คนทำเปลี่ยนไปกริยาก็เปลี่ยนตาม คล้ายภาษาอังกฤษนะ อย่าง I ตามด้วย am , you ตามด้วย are , He,she,it กลับตามด้วย is เน้อ ภาษาอังกฤษก็ดูจะแปลกๆอยู่บ้าง เยอรมันก็เช่นกัน Ich (ฉัน) ตามด้วย Verb sein (Verb to be ในภาษาเยอรมันนั่นเอง ) เป็น bin พอ Du (เธอ) กลับตามด้วย bist แต่พอ Er,sie,es (เขา,หล่อน,มัน) ก็กลับตามด้วย ist ซะงั้นแหละ แล้ว Sie(คุณ) กะ Wir(เรา) กลับใช้ sind อีก ดูเหมือนวุ่นดี แต่ก็แค่นั้นเองไม่มีอะไรมากกว่านั้น เมื่อปัจจุบันกาลนะ อิอิ
Ich bin ein Mann.
Du bist eine Frau.
Er ist ein Junge.
Sie ist ein Mädchen.
Es ist ein Auto.
Wir sind Schüler.
Sie sind eine Lehrerin
Ihr seid Kinder. (พวกเธอเป็นเด็กๆ)
แปลว่า เป็น อยู่ คือ เหมือนกันอะนะ แต่แปลงร่างเสียใหม่ แปลงไปแปลงมาทำไมไม่รู้ อาจทำให้งงเล่นอะมัง อิอิ อย่างคำสรรพนามว่า Sie เดียวกันนี่แหละ มี 3 ความหมาย คุณ, หล่อน, พวกเขา อาจะมีตัวใหญ่ตัวเล็ก แต่เวลาพูด คุณพูด สเสือตัวใหญ่ ให้ต่างต่าง ส เสือตัวเล็ก ได้ไหมหนอ อิอิ เขาว่าคำมันเหมือนกันเลยต้องเปลี่ยน Verb sein ไปให้รู้ว่า Sie นี่มันหมายถึงใคร แต่เป็นผมสร้างภาษาก็ เปลี่ยน Sie เป็น สีดา สีด้วง สีดอ อะไรนี่น่าจะง่ายกว่านะ เหอะๆๆ เอาเป็นว่าเขามีเหตุผลของเขาก็แล้วกัน วันนี้ขอจบด้วยประการละฉะนี้ อิอิ
Herr Sompong.
Neuschwanstein แด่กษัตริย์แสนโรแมนติค และปราสาทในฝัน..ตลอดกาล ภาคจบแล้วหลังจากเสียดายมากที่มันจบ เราที่ไม่คิดจะหวงเวลาเลย ก็เลยเดินต่อ เดินไปหามุมที่จะถ่ายปราสาทเต็ม ๆ ได้จากด้านหน้า ไอ้วิวโปสการ์ดนั่นแหละ!!!
วิวระหว่างเดิน เดินมาจนถึงสะพานที่เห็นลิบ ๆ จากปราสาท... ว้าว เห็นเต็ม ๆ เลยแฮะ แต่เป็น "ด้านข้าง" น่ะนะ -"- แง่ง อยากเห็นด้านหน้านี่!!!!! แหะแหะ ด้วยความรั้น และคิดว่าตัวเองมาคนเดียวไม่มีอะไรจะต้องรีบร้อน ในเมื่อนอยฯ คือสุดยอดของการมาเรียนครั้งนี้ ฮ่าๆๆๆ บอกไปใครจะเชื่อ จริง ๆ แล้วเราเลือกมาเรียนอังกฤษเพราะต้องการมา "เหยียบ" ปราสาทนี้ให้ได้นี่แหละ!!! เอาล่ะฟะ ตัดสินใจแล้วก็ลุยต่อ เดิน "เข้าป่า" มันไปเล้ย ฮะๆๆ คือสะพานมันอยู่ระหวางเขาอยู่แล้ว แล้วมันก็ยังมีทางเดินต่อไปได้อีก คนส่วนมากจะแค่มาถึงสะพาน ถ่ายรูป จบ กลับ แต่เราไม่.... เหอเหอ มาถึงสะพาน ถ่ายรูป ...แล้วก็เดินต่อซิ เริ่มเดินเข้าป่า.. แหม ใครรู้เข้าคงจะตกใจ ยัยนี่ปกติสองป้ายรถเมล์มันยังไม่เดิน นี่ล่อเดินเข้าป่าบุกดุ่ย ๆ ไปคนเดียวเลยวุ้ย ตอนแรกก็เดินตามทางไปเรื่อย เห็นคนเดินอยู่ข้างหน้าก็เลยตะโกนถาม ทางนั้นมันขึ้นไปไหนอ้ะ? เค้าว่า... ผมก็ไม่รู้ ก็เพิ่งเดินอยู่หน้าคุณ..... -"- หนอยยยยยยย (รู้ว่าเราถามอะไรโง่ ๆ แต่ไม่นึกว่าจะตอบอะไรโง่ ๆ มาจริง ๆ) พอเดินไปเดินมาเริ่มหาทางไม่เจอ... เอ๊ะ ทางมันหายไปไหนฟะ?? แล้วไอ้คนข้างหน้าเมื่อกี๊หายไปไหนแล้ว?? ว่าแต่ทางคด ๆ เคี้ยว ๆ แบบนี้ ทะลุทีเดียวก็ได้แล้วนี่หว่า ว่าแล้วตู่น้อยผจญภัยก็สวมวิญญาณรพินทร์ ไพรวัลย์.. เอ๊ะ ไม่ดิ ตอก ๆ ปัก ๆ ปีน ๆ นี่น่าจะเป็นพ่อแงซายรูปหล่อมากกว่า... นั่นแหละ ตัดสินใจเพื่อการที่จะได้ไปถึงข้างบนเร็วๆ ขี้เกียจเดินแล้ว "ปีน" มันซะเลย ฮ่าๆๆ ปีนอย่างร่าเริง จากง่าย ๆ เดิน ๆ เกาะ ๆ ได้ ก็เริ่มเป็นยากขึ้น ๆ ไป ๆ มา ๆ เริ่มต้องลงไป "คลาน" แล้ว กว่าจะรู้สึกตัวอีกที..... แง๊ ไปยังไงต่ออ้ะ ไม่ได้หลงนะ ยังมองเห็นสะพานเมื่อกี๊ เห็นทางที่เดินมาตอนแรกมีเด็กสองคนที่เจอตั้งแต่โฮเฮนชวานเกา แล้วก็มีหนุ่มเอเชียเดินผ่านไป.... แต่... แต่.... ไปต่อไม่ได้อ้ะ ตอนขึ้นก็ลืมคิดว่าถ้าปีนต่อไม่ได้จะทำยังไง มันลงไม่ได้อ้ะ สุดท้าย..... ปล่อยพ่อหนุ่มเอเชียไป แต่ตะโกนเรียกเด็กสองคนนั่น ถึงจะเรียกว่า "เด็ก" แต่ตัวก็สูงกว่าเรา ช่วยไม่ได้ๆๆ ตะโกนบอกเค้าไปแบบไม่อายว่า.. ชั้นหาทางไปต่อไม่ได้ ลงไม่ได้ด้วย กำลังจะ(กลิ้ง)ลงไป ช่วยหยิบตัวชั้นเอาไว้ด้วยน้า............. ว่าแล้วก็ลงไปเลย ฮ่าๆๆๆ ตาคนพี่นี่ก็ช่วยคว้าเอาไว้ได้เสร็จสรรพ คุณน้องคะ ถึงน้องจะไม่หล่อแต่พี่ก็ซึ้งน้ำใจเหลือเกินนะน้อง ขอให้โตขึ้นเป็นหนุ่มหล่อน้ำใจงามนะจ๊ะ ตาสองคนพี่น้องคนจะเห็นเราท่าทางอุบาทว์ ๆ ลงมานั่นแล้วขยาด ก็เลยตัดสินใจเดินกลับดีกว่าวุ้ย ขณะที่ตู่น้อยผจญภัยยังไม่ได้เรียกวิญญาณรพินทร์เต็มที่... .เก๊าะเลยเดินต่อ ฮ่าๆๆๆ (ภาษาไทยน่าจะเรียกว่า "ไม่เข็ด") ที่เรากลิ้งลงมานี่มาถึงตอนแรกที่เพิ่งเริ่มเลย เก๊าะเลยต้องเสียเวลา "เดินขึ้นไปใหม่" อีกรอบ ฮ่วย... รู้งี้หาทางต่ออีกนิดดีกว่า คราวนี้ตาหนุ่มตี๋ไม่รอด ตะโกนถามขึ้นไปอีกรอบ เพราะเห็นตานี่ถามคนอื่นอยู่เหมือนกัน เค้าบอกว่า "คุ้มๆ" ก็... เอาฟะ เดินต่อ!! ว่าแล้วก็เดินดุ่ม ๆๆๆ เป็นรพินทร์ตามรอยเท้าสัตว์ เสียแต่ยัยนี่ไม่ได้ตามอะไรหรอก แค่มองทางกลัวลื่นแค่นั้นแหล๊ะ หิมะกำลังละลายง่ะ พื้นเป็นดินกำลังแฉะ ๆ เปียก ๆ ลื่น ๆ ได้ที่เลยเชี๊ยว เดินไปซักพักก็มาเจอคนหยุดอยู่กลุ่มนึง โอ๊ะ.... สงสัยจะวิวสวย ว่าแล้วเราเก๊าะเข้าไปแจมด้วยเลย ฮ่าๆๆ เที่ยวอย่างงี้ดีเนอะ? อยากไปไหนก็ไป แล้วก็ชวนเค้าคุยไปทั่ว วันนี้เราคุยกะใครไม่รู้ไปสารพัดแล้วล่ะ พอเข้าไปตรงนี้ก็.... ว้าววววววว สวยจัง เจอหนุ่มหน้าจีนคนนึง หนุ่มเมื่อกี๊อีกคน แล้วก็ฝรั่งอีกหนึ่ง เค้ากำลังผลัดกันถ่ายรูปใหญ่เลยล่ะ ฮะๆๆ เราเก๊าะไปแจมมั่ง วิวสวยมาก ๆ เลยนะ ยัยสาวไทยกะหนุ่มจีนนี่ไม่ได้กลัวตายเล้ย เดินลงไปซะสุดขอบ... จะเรียกว่าอะไร? สุดขอบเขา??? นั่นแหละ เพื่อจะถ่ายรูปกะนอยฯ แบบสวย ๆ แต่แน่นอนว่าเราต้องระวังกันเต็มที่อยู่แล้วล่ะนะ ไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเลย จนคุณฝรั่งแกบอกว่า แกไม่เดินไปเด็ดขาด ไม่มีทางงงง ก็เลย... เห อะไรจะกลัวขนาดนั้นฟะ?? แล้วเค้าก็เลยพูดประโยคเด็ด.... "I believe that cross was for a reason!!!" กึก.... อะไรนะ?? ครอสเคริสบ้าบออาร๊าย?????? เลยเพิ่งเห็นว่ามี.... มีจริง ๆ ด้วย..... อึ๊ก.... มีคนตกลงไปตายจากตรงนี้งั้นเหรอออออออ คือ... อิชั้นเพิ่งไปยืนตรงต้นไม้ด้านซ้ายถัดไปจากเจ้ากางเขนนี่เองแหล่ะฮ่ะ - -" นี่คงจะเป็นนอยฯ อีกมุมนึง ที่คนส่วนมากจะไม่ค่อยได้เห็นแน่ ๆ เลย!!! หลังจากเค้าบอก เราก็เลย... แหะแหะ เสียวนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ยังถ่ายรูปต่อด้วยความระวังมากขึ้น เค้าไม่อยากมาตั้งเจดีย์แถวนี้นี่หว่า ว่าแล้วคุณหนุ่มจีนกะฝรั่งก็กลับลงไป เพราะสองคนนั้นมาด้วยกัน ขณะที่เรากะหนุ่มคนแรกนู่นก็ยังยืนถ่ายรูปกันต่ออีกนิด สุดท้าย... ฮะๆๆ คุยไปคุยมาเริ่มคุยถูกคอ ได้ความว่ามาเที่ยวคนเดียวทั้งคู่เลยแฮะ ตาคนนี้เป็นคนญี่ปุ่นที่เรียนอยู่โคเปนเฮเกนในเดนมาร์ก วางแผนจะมาเที่ยวแถวนี้สิบห้าวันอะ นั่งรถไฟมาจากเดนมาร์กแล้วก็เที่ยวไปเรื่อย นี่เพิ่งวันที่สองเองเพราะว่าเห็นอากาศดีก็รีบมานอยฯ เลย!! ไป ๆ มา ๆ เราก๊ะตาหนุ่มนี่ก็เลยเดินขึ้นเขาต่อไปด้วยกัน ไม่ใช่อะไรหรอก... คือยังหามุม "หน้าปราสาท" ไม่เจออะ แล้วอยากถ่ายมากๆ เลยหลอกตานี่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวให้เดินไปด้วยกัน ฮ่าๆๆ อย่างน้อยจะปีนเขาจะได้มีคนช่วย เอิ๊กกกกก แต่ไป ๆ มา ๆ .... ทำไมมันเดินคล่องนักฟะ -"- ทั้งเร็ว ทั้งคล่อง ไม่เหนื่อยเลยด้วยอีกตะหาก -"- พอจับมาถามไถ่ (หลังจากเค้ายอมหยุดให้เราพักซักนิด) เค้าก็ว่า... อ๋อ ชั้นชอบเดินป่าเป็นปกติอยู่แล้ว โธ่เอ๊ย!!!!!!!! ขี้โกงนี่หว่า!!!!!!!!!!!!!!!!!! (ไม่รู้มันโกงตรงไหนเหมือนกัน รู้แต่ว่าหมั่นไส้ที่เราแอบเหนื่อยกว่าเค้า ฮะๆๆ) ตาไจแอนท์นี่ (เค้าตัวเล็กนะ แต่ชื่อทาเคชิ เค้าเลยบอกให้เรียกเค้าไจแอนท์ก็ได้ ฮะๆๆ) เดินนำลิ่ว ๆ เสี๊ยอย่างเดียว.... เดินไม่ดูทางเล้ยพ่อคุณ ชั้นไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเดินป่าบ่อย!! อาไร๊ เดินไปเดินมา เดินไปผิดทางยังไม่รู้ตัวอีก - -" เราที่เดินมองรอยเท้าตลอดเวลาสังเกตเห็นว่ารอยเท้าคนก่อน ๆ ที่เดินก่อนเรามันหายไปแล้ว เหลือแต่รองเท้าตาไจแอนท์นี่แหละเลยทักขึ้นมา พี่แกก็... เออใช่ สงสัยจะผิดทาง - -" มันเคยเดินป่ามาแน่นะ?? ชั้นให้เธอเดินไปก่อนนี่คิดถูกรึเปล่าฟะ?? (ไม่ใช่อะไรหรอก เผื่อหมีมันโผล่มาตะปบดักหน้า ตานี่จะได้รับไปก่อน อย่างน้อยเวลาจะวิ่งหนีก็ต้องติดเรา ฮ่าๆๆๆ) สุดท้ายหลังจากเดินอยู่เป็นครึ่งชั่วโมงก็มาเกือบถึงยอด(ที่คิดไว้ตอนแรก) แล้วก็เริ่มคิดได้.... มันก็ไม่ใช่ยอด แถมยังขึ้นสูงไปเรื่อย ๆ อีกตะหาก.... ที่แน่ ๆ ไม่มีหวังจะไป "หน้า" ปราสาทเลยอ้ะ แต่เผอิญวิวสวยมาก.... เก๊าะเลยหยุดถ่ายรูปเก็บกลับมา ยังไงค่าเหนื่อยที่ปีนขึ้นมานี่ก็คุ้มนะ สวยๆๆๆๆๆๆๆๆ ได้ปราสาทจากมุมบนมาก ๆ บนแบบคนปกติไม่ค่อยได้เห็นแน่!!! มุมแบบนี้ล่ะมั้ง ที่พระเจ้าลุดวิกแกหลงรัก?? ว่าแล้วก็ถ่ายรูปทีระลึกกะทาเคชิมาหนึ่งรูป... เป็นรูปที่.. ฮ่าๆๆ อยากบอกว่าชอบมากที่สุดในทริปนี้อีกรูปนึง ตลกได้ใจมาก แต่ขออนุญาตไม่ลงล่ะนะ มันเห็นหน้าชัดไปอ้ะ เสร็จแล้วสองคนนี่ก็เดินลงมาด้วยกัน ดีเลย ใช้เค้าถ่ายรูป ฮะๆๆ
เสร็จแล้วก็ไปทะเลสาบต่อ ทะเลสาบที่เห็นลิบ ๆ ทั้งวันนั่นพื้นมันเป็น "น้ำแข็ง" ล่ะ ถึงตอนนี้มันร้อนจนค่อย ๆ ละลายแล้ว แต่ดูยังไงก็สวยนะ เสร็จแล้วเราสองคนก็นั่งรถบัสกลับเข้าฟึสเซ่นด้วยกัน เพราะเราพักที่นั่น ตาไจแอนท์ต้องไปขึ้นรถไฟกลับไปมิวนิค แล้วก็แวะซื้อของกินก่อน
จะว่าไป วันนี้หิวเป็นบ้าทั้งวันเลยแฮะ - -" ร่ำลาแลกเมลกันไว้เรียบร้อยเพราะต้องส่งรูปไปให้
แล้วเราเก๊าะกลับมากินข้าว อาบน้ำ แล้วก็นั่งเขียนบันทึกต่อ โอย ไม่ไหวแล้ว วันนี้เหนื่อยจัง ทั้งคืนก็นอนไปสามสี่ชั่วโมง(แบบไม่ต่อเนื่อง)เอง
ความบ้า ความฝัน กะความจริง.... มันต่างกันแค่นิดเดียวเนอะ?
แต่นะ... วันนี้สนุกเป็นบ้าเลย เที่ยวคนเดียวนี่สนุกจะตายแฮะ ไม่เห็นจะเหงาเลย!! ถ้าไปกันหลาย ๆ คน ให้ตายปกติก็ไม่หันไปคุยกับใครเท่าไหร่หรอก แต่นี่พอไปคนเดียวแล้วก็เลยสังเกตได้ว่ามีคนไปคนเดียวเยอะเหมือนกันนี่หน่า แล้วเค้าก็คุยกันเป็นมิตรดีตลอดทางนะ..... ถ้าวันนี้ยังมากับเพื่อน รับรองว่าไอ้อารมณ์ดื่มด่ำพระเจ้าลุดวิกจะไม่ได้มีแน่นอน แล้วการปีนไปเจอนอยฯ ในมุมแปลก ๆ ไม้กางเขน แล้วก็ทะเลสาบสะท้อนแสงจ้า ๆ สวย ๆ นั่นก็คงจะไม่ได้เห็น.... ชักติดใจซะแล้วสิ วันหลังไปเองแบบนี้อีกดีกว่า ว่าแล้วเราก็นอนอย่างมีความสุข แน่นอนว่าห้องนอนก็สวยกว่าห้องที่แมนฯ ตั้งเยอะ (ถึงจะเล็กก็เหอะ) เลยนอนแบบมีความสุ๊ขความสุขเลย ฮะๆๆ พรุ่งนี้จะไปลินเดอโฮฟต่อ ต้องเก็บพระเจ้าลุดวิกให้ครบ!! แต่ที่แน่ ๆ .... จุดมุ่งหมายในการมาเรียนครั้งนี้สำเร็จไปอันนึงแล้วนะ ไม่ได้ล้อเล่นนะ แต่เราตั้งมาเรียนที่นี่เพื่อจะมาปราสาทนี้แหละ..... คนอื่นอาจจะหาว่าพระเจ้าลุดวิกแกบ้า แต่เราว่าแกโรแมนติค คนอื่นอาจจะหาว่าพระเจ้าลุดวิกแกเพ้อฝัน แต่ความฝันแกก็ไปกระจายไกลถึงอเมริกานะ ไม่งั้นดิสนีย์คงไม่เอามาทำเป็นปราสาทเจ้าหญิงหรอก.... ที่แน่ ๆ ยังไงเราก็ยังชื่นชมพระเจ้าลุดวิกอยู่ดี...... เค้าก็แค่คนธรรมดาที่น่าสงสารคนนึงเพราะหาคนเข้าใจไม่ได้ และก็ไม่มีใครพยายามจะทำความเข้าใจกะเค้า.... ไม่ใช่เหรอ??? อย่างน้อยธรรมชาติที่นี่ก็สวยมากล่ะนะ โดยเฉพาะนอยฯ เป็นปราสาทที่ผสมเข้าไปแล้วลงตัวกับธรรมชาติ ไม่ได้ทำให้มันดูแย่ลง แต่กลับดูดีขึ้นมาอีกเยอะ.... อ๊ะ นี่เค้าเรียกว่ารู้จักเพิ่มมูลค่าสินะ!!! ขอบคุณที่สร้างของสวย ๆ งาม ๆ มาให้ดูเป็นบุญตาค่ะ
สนใจหาเพื่อนคุยภาษาเยอรมันลงชื่อที่นี่เลย เนื่องจากปัญหาของการเรียนภาษาเยอรมัน ในประเทศไทย คือไม่มีการปฏิบัติ คุยกันจริงๆจังๆ กับคนเยอรมัน หรือคนไทยที่เก่งภาษานี้ Blog นี้เลยขอเป็นสื่อกลาง ใครที่ต้องการจะคุย MSN สื่อภาษาเยอรมัน หรือต้องการหาคนคุยเพื่อฝึกภาษาเยอรมันด้วย สามารถมาลงชื่อที่นี่ได้นะครับ โดยกดปุ่ม "เพิ่มข้อคิดเห็น" ข้างล่าง เขียนความประสงค์ และลงอีเมลล์ไว้ แล้วผู้สนใจจะขอแอ็ดชื่อคุณเอง หวังว่าคงจะมีกลุ่มพูดคุยภาษาเยอรมันมากขึ้นๆ และใหญ่ขึ้นจนทั่วเมืองไทย เราหวังอย่างนี้จริงๆ
เด็ก เกอเธ่ goethebuben@windowslive.com 1月8日 Neuschwanstein แด่กษัตริย์แสนโรแมนติค และปราสาทในฝัน..ตลอดกาล ภาค2 คุณอาคนขับพูดอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่แกก็พยายามอธิบายเต็มที่เลยนะ!! แกบอกว่าวันนี้ไม่มีหวังล่ะ ไปลินเดอร์โฮฟไม่ทันแน่ ๆ ...... ไม่ไปก็ได้ ฮึ แต่อากาศดี ๆ แบบนี้ เราก็เลยถามทางไปนอยชวานสไตน์แทน (ตอนแรกกะจะไปพรุ่งนี้) อาแกก็ชี้ ๆ บอกราคา บอกเวลาทุกอย่างให้เสร็จสรรพ ฯลฯ ประมาณว่าละเอียดพอที่ยังไงก็จะไม่หลงแน่ ๆ
ฮะๆๆ คุณอาใจดีจังเลยค่ะ เสร็จแล้วเราก็เลยเดินไปรอ ทั้งคืนที่ผ่านมา อากาศมันหนาวมาก เพราะงั้น... วันนี้เลยใส่หนาไว้หน่อยดีกว่าน่า
ยืนไปหนาวไป แล้วรถก็มา ซื้อตั๋วแบบรีเทิร์น เพราะว่าเราจะกลับมาที่นี่อีก แล้วก็นั่งรถไปถึงนอยชวานสไตน์...ไม่ไกลเท่าไหร่นะ สิบนาทีเองได้มั้งก็ถึงละ พอมาถึงก็... หิวอะ.... ไปทางไหนต่อก็ไม่รู้ ก็เลยถามเค้า เดินตามเค้าเอา ฮะๆๆ ไอ้นี่มักง่าย แต่ก็มั่นใจว่าถูกชัวร์ : P
ข้าง ๆ มีร้านขายของ เลยไปตกได้เบอร์เกอร์ห่อ ๆ นี่มาอันนึง รสชาติ.... แย่ แต่ยังดีกว่าไม่มีกิน ฮะๆๆ เสร็จแล้วก็กินไอ้เบอร์เกอร์นี่ไป ต่อแถว+ซื้อตั๋วเข้าปราสาทไป
ด้วยความขยันเหลือเกิ๊น ถามเค้าทันที.... แล้วขึ้นโฮเฮนชวานเกานี่มีรถม้าปะคะ? เค้าว่าไม่มีคุ๊น เดินไปได้!! แหะๆ ก็ขี้เกียจเดินอะ เค้าเหนื่อยมาทั้งคืนแล้วนา
แต่สุดท้ายก็นั่นแหละ มาถึงจนได้นะ!!! สองปราสาทพ่อลูกนี่ ถ้าซื้อตั๋วคู่กันไปเลย เค้าจะให้เวลามาว่าจะเข้าไปออดิโอทัวร์แต่ละปราสาทตอนเวลาไหน ต้องเข้าตามนั้น และแน่นอน ต้องเริ่มจากปราสาทพ่อก่อนนะ
-------------------------------------------------------------------------------- นอกเรื่องก่อน สาเหตุที่อยากมาปราสาทนี้มาก ๆ เพราะว่าสมัยเด็ก ๆ ... จำไม่ได้แล้วว่าอายุเท่าไหร่ แต่คะเนว่าน่าจะเป็นม.ต้นหรือต่ำกว่านั้น เคยมาที่นี่แล้วทีนึง เหยียบอยู่แถวนี้เลย จำได้
และที่จำได้แม่นยิ่งกว่านั้นคือ ไอ้บริษัททัวร์เฮงซวยที่มันพามาน่ะ ให้ตื่นตั้งแต่ตีห้า ซึ่งหนักหนาเอาการอยู่สำหรับเรา แล้วนั่งรถทัวร์ "นั่ง" จริง ๆ นะ... ประมาณครึ่งวันได้ เพื่อจะมาพบก้นปราสาทหงส์ขาวนี่....
พอมาถึงปุ๊บ กินข้าวกลางวันเป็นอาหารฝรั่งเป็นเซ็ตเชียว
แล้ว..... เค้าก็ต้อนขึ้นรถ ปะ ไปต่อ เฮ้ย???????????????????????
เด็กหญิงตู่ตกใจแทบช็อค จะบ้าเร้อ นั่งมาครึ่งวันเพื่อมากินข้าว???? แน่นอนว่าเด็กม.ต้น(หรือต่ำกว่านั้น) จะไปทำอะไรได้?
สุดท้ายก็ได้แต่ "ฝากไว้ก่อนเห๊ออออออออ" แล้วก็ขึ้นรถไปอย่างเศร้าเสียดาย การเดินทางครั้งนี้ เป็นการมา "รับของที่ฝากไว้" ล่ะนะ
ผ่านมาเป็นสิบ ๆ ปี เพิ่งจะมาทำ "ความฝันสมัยเด็ก" ได้เป็นจริง ยังไงก็ยังดีกว่าที่มันจะไม่มีทางเป็นจริงแหละ... -------------------------------------------------------------------------------- เอาล่ะ มาต่อดีกว่า หลังจากเดินแบกสังขารอันอ่อนเพลีย แต่ใจสู้เต็มร้อย ขึ้นมาจนถึงปราสาทโฮเฮนชวานเกาได้... อ๊า วิวสวยอ้ะ ก็เลยบ้าถ่ายรูปไปเรื่อยแหละ เสร็จแล้วก็เข้าไปนั่งรอข้างในก่อน เพราะว่ามันยังไม่ถึงรอบที่จะได้เข้า
เจอเด็ก ๆ เพียบเชียว มากันเป็นครอบครัวอะ มีครอบครัวนึงเป็นครอบครัวใหญ่มาเชียว มีคนหน้าตาไทย ๆ ด้วยแฮะ แต่ภาษาปะกิตปร๋อแบบนี้เลยไม่กล้าทัก แหะแหะ หน้าอิชั้นก็ไม่ไทย ไม่มีใครรู้หรอก ดีแล้ว เผื่อทำอะไรเปิ่น ๆ จะได้ไม่ขายหน้าประเทศชาติ ฮะๆๆ (แต่ถ้าทำดีเราจะรีบประกาศนะว่าคนไทย โฮะๆๆ) โฮเฮนชวานเกา.... ปราสาทของกษัตริย์แม็กซิมิเลี่ยนที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ จำเลขไม่ได้ แต่ที่แน่ ๆ เป็นพ่อของกษัตริย์สุดหล่อคนโปรดของเรา "พระเจ้าลุดวิกที่ 2"
ปราสาทนี้เป็นที่ที่พระเจ้าลุดวิกแกใช้ชีวิตตอนเด็ก
ปราสาทดูเหลือง ๆ แปลก ๆ ถ้ามองจากที่ไกล ๆ แต่พอเข้ามาดูใกล้ ๆ รู้สึกว่าปราสาทนี้ให้ความรู้สึกของคำว่าชีวิตดีนะ พระเจ้าลุดวิกแกมีพี่ชายหรือน้องชายหว่า จำไม่ได้ละ
พอเข้าไปในปราสาทถึงได้รู้ว่าที่นี่.... ดูเหมือนจะอบอุ่น แหะแหะ ข้างในปราสาทไม่ได้ตกแต่งอะไรมากมายเท่าไหร่ แต่ที่น่าสนใจคือ "ภาพวาดฝาผนัง" ในนั้น ภาพเกือบทุกภาพวางลงไปบนผนังเลย แล้วเอากรอบรูปไปแปะติดรอบ ๆ
แปลกมะ?
ไม่แปลกหรอก ถ้าคิดว่าคิงแม็กซ์ (เรียกย่อเหอะนะ) แกต้องการจะประกาศศักดา แกต้องการจะบอกให้รู้ว่านี่ "ของชั้น" ถ้าอยากจะย้ายก็ไปทำของตัวเองโน่น... เค้าตีความกันไว้ว่าอย่างงี้อะนะ
ปราสาทนี้ดูเรียบง่าย เรียบ ๆ แบบที่คนทั่วไปน่าจะคุ้นเคยกันมากกว่า ดู ๆ ไปแล้วก็แอบมานั่งวิจารณ์.... อืม เพราะว่าโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้รึเปล่าหว่า?? คุณไกด์ผู้หญิงใจดีที่นำทางนี่เค้าบอกว่าในปราสาทจะมีคนอยู่ได้แค่คิงกะควีนเท่านั้น บรรดาเจ้าชายทั้งหลายเองกลางวันเค้าก็จะพาเข้ามาในปราสาท พอตกกลางคืนก็ต้องไปอยู่กับพวกพี่เลี้ยงข้างนอก
เอ่อ.... ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอ?
เมืองฝรั่งอะ หนาวก็หนาว นอกจากจะหนาวกายแล้วบรรดาคุณเจ้าชายยังต้องหนาวใจด้วยนะ!! อย่างงี้สู้คนธรรมดาไม่ได้ บ้านอาจจะไม่รวย แต่อย่างน้อยตอนกลางคืนก็น่าจะไปกอดพ่อแม่นอนได้นะ เอาเหอะ เรื่องเจ้านายขนบธรรมเนียมประเพณี.... ไพร่อย่างเราไปยุ่งก็คงจะไม่ได้ ยังไงก็ผ่านมาเป็นร้อยปีแล้วน่า
เดินไปทั่วปราสาทที่ไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่ก็น่ารักดี
แอบยิ้มแก้มปริไปด้วย เพราะว่าเด็ก ๆ น่ารักเดินเต็มไปหมดเลยอะ ในปราสาทเค้าห้ามถ่ายรูป แต่เราก็...มีมุมอยากถ่ายเพียบเลย รูปแบบที่มันจะไม่ทำลายปราสาทน่ะนะ พวกถ่ายออกจากนอกหน้าต่างไรเงี้ย ฯลฯ แต่เค้าไม่ได้บอกว่าถ่ายได้เลยไม่ได้ถ่าย แหะแหะ
อันนี้ปราสาทพ่อโดยมีปราสาทลูกเป็นแบ็คกราวน์... ดูดี แต่ทำไมดูไปดูมารู้สึกว่าเหินห่างพิกลอยู่...
-------------------------------------------------------------------------------- เอาล่ะ... คราวนี้ก็ถึงเวลาที่รอคอย
วู้วู้ เย้เย้เย้ ได้ไปแล้ว ปราสาทในฝัน!!! น่าจะเล่าประวัติสำหรับคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าลุดวิกให้รู้ไว้ก่อนดีกว่ามั้ง??
พระเจ้าลุดวิกแกเป็นกษัตริย์บาวาเรียช่วงศตวรรษที่ 19 จ้ะ แกเกิดเมื่อปี 1845 นับ ๆ ไปก็ไม่ได้เก่าอะไรมากมายนะ?? คิงแกมีอารมณ์กวี อารมณ์ศิลปินมากมายเหลือแสน แต่ที่แกกลายเป็นโรแมนติคคิงเนี่ย เรื่องมันเริ่มมาหลังจากที่ "เจ้าชาย" ลุดวิกตอนอายุ 15 ได้ไปดูอุปรากรณ์เรื่อง Lohengrin ของริชาร์ด วากเนอร์ พอดูแล้วแรงบันดาลใจแกก็พลุ่งพล่าน อยากพบอยากเจอวากเนอร์เหลื๊อเกิน
เอ ชักอยากดูมั่ง ไอ้เรื่องนี้มันเป็นอะไรนักเรอะ?
และถึงจะเป็นเจ้าชายองค์โต แต่คิงแกก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากมายนัก การที่อยู่ดี ๆ พระเจ้าแม็กซิมิเลียนเสด็จพ่อของเจ้าชายลุดวิกก็มาด่วนจากไปซะก่อนในปี 1964 ทำให้เจ้าชายลุดวิกที่ไม่ได้เตรียมตัวบริหารบ้านเมืองเท่าไหร่ต้องขึ้นมาเป็นคิงตั้งแต่อายุยังน้อย.... อ่านแล้วอย่างกับนิยายเลยมะ??
ถ้าเป็นนิยาย... ทีนี้มันก็คงขึ้นกับคนเขียนล่ะว่าจะทำให้กษัตริย์องค์นี้เก่งกล้าสามารถแย่งชิงดินแดนได้กี่ย่านน้ำดี?
แต่บังเอิญนี่มันเป็นชีวิตจริงที่ไม่ได้อิงนิยายน่ะสิ............. อิงแต่ความฝันของกษัตริย์หนุ่มสูงหล่อ การที่พระเจ้าลุดวิกขึ้นมาเป็นกษัตริย์ ทำให้คิงแกใช้อำนาจได้เต็มที่ เรียกวากเนอร์มาเลย มาเป็นเพื่อนกัน ชั้นหนุนเต็มที่ไม่อั้น ทำเอาคนอื่นไม่พอใจจนต้องรวมตัวกันขับไล่ เอ๊ย อัญเชิญวากเนอร์ออกไป..... แต่มันทำร้ายจิตใจพระเจ้าลุดวิกแกนา
หลังจากนั้น กษัตริย์นักฝันก็เริ่มเหมือนจะแยกตัวเองออกมาจากความเป็นจริงกลายเป็นอยู่ในโลกแห่งความฝันของตัวเอง สร้างปราสาทสุดหรูวิลิศมาหราอย่าง Linderhof, Neuschwanstein, Herrenchiemsee แต่นอกจากนี้คิงแกยังสร้างบ้านธรรมดาอย่าง The Royal house on the Schachen ด้วยนะ (หนังสือที่ซื้อมามันว่างี้)
ลองคิดสิว่าใช้เงินไปเท่าไหร่???
จากการที่แก "ฝัน" มากไป.... สุดท้ายคิงลุดวิกก็โดนอัญเชิญลงจากตำแหน่งด้วยข้อหาที่ว่าแก "บ้า"....โหดร้าย
วันที่ 12 มิ.ย. 1886... กษัตริย์ช่างฝันโดนอัญเชิญออกมาจากปราสาทหงส์ขาวสุดที่รักเพื่อไปยังปราสาท(หรือจะเรียกว่าที่ขัง?)แห่งใหม่เพื่อรับการรักษาใกล้ ๆ กับมิวนิค.... "Berg Castle"
เหตุการณ์ช่วงนี้ คนทั่วไปรู้แต่ว่าเวลาประมาณหกโมงครึ่ง ถึงหกโมงสี่สิบห้า พระเจ้าลุดวิกลงไป "เดินเล่น" พร้อมกับหมอที่ดูแลพระองค์
หลังจากนั้น....ประมาณสี่ทุ่มครึ่งก็มีคนพบพระศพของพระเจ้าลุดวิกและคุณหมอ "จมน้ำตาย" อยู่ในทะเลสาบ.....
และนั่นก็คือจุดจบของกษัตริย์นักฝัน
แต่มันก็เป็นจุดเริ่มของปริศนา...... ปริศนาที่ไม่มีใครรู้ตลอดไปว่า "ความจริง" คืออะไรกันแน่ พระเจ้าลุดวิกจมน้ำในทะเลสาบที่ "ตื้น" (เหมือนจะมีคนว่าแค่ตาตุ่ม แค่เข่า อะไรประมาณนั้น) ทั้ง ๆ ที่พระองค์เป็นคนที่สูง190 กว่าเซ็นต์ สูงมากสำหรับคนในยุคนั้น....
--จบประวัติกษัตริย์โรแมนติคแบบคร่าว ๆ-- --------------------------------------------------------------------------------
ถ้าถามว่าทำไมถึงชอบพระเจ้าลุดวิกนัก? ไม่รู้เหมือนกันแฮะ... จะว่า "หล่อ" อย่างเดียวก็ไม่น่าจะใช่ แต่คิดว่าอยากจะรู้ว่าระหว่างที่ทำแต่ละอย่างเนี่ย ทรง "คิด" อะไรอยู่ล่ะมั้งนะ... ที่แน่ ๆ กลายเป็นกษัตริย์ต่างชาติที่โปรดมาก ๆ คนนึง
-------------------------------------------------------------------------------- เอาล่ะ คราวนี้เข้านอยชวานสไตน์จริง ๆ ละ ระหว่างจะพยายาม "ปีน" ไปหาปราสาทเนี่ย เราก็คิดได้ว่าคงจะไม่มีทางหรอก เหนื่อยตายก่อนพอดี... ตอนแรกจะต่อแถวรถม้า จริง ๆ ก็ต่อไปแล้วแหละ แต่มันช้าอะ - -" กลัวจะไปไม่ทันรอบ ก็เลยเปลี่ยน ๆ เดินไปขึ้นรถบัสแทน ฮะๆๆ
อยู่บนรถเจอครอบครัวชาวไทยมาเที่ยวด้วยนะ เป็นพ่อกับลูกสาวลูกชาย
คาดว่าเค้าคงจะคิดว่าเราเป็นคนชาติอื่นแน่นอน เลยไม่ได้คุยด้วย แต่ตอนลงจากรถก็ทักว่า "สวัสดีค่ะ" ไปคำนึง ฮะๆๆ นึกว่าไอ้รถบัสนี่จะพาไปส่งถึงหน้าปราสาทแบบราชรถม้า.. ไม่ใช่แฮะ - -"
สุดท้ายก็ต้องเดินต่ออยู่ดี เพราะไม่มีรถอะไรขึ้นไปได้อะ ฮ่วย..... รูปนี้ถ่ายระหว่างกำลังรีบเร่งจะขึ้นปราสาท กลัวจะไปไม่ทันรอบทัวร์แล้วต้องยุ่งแน่ ๆ ....
ตอนแรกว่าจะไม่ลงละรูปนี้เพราะกลัวจะเห็นหน้าชัดไปหน่อย ฮะๆๆ ลองสังเกตจิ๊ ถ่ายรูปนี้ติดวิญญาณป้า ๆ พวกคนที่ฝากเที่ยวตามเข้ามาด้วยเพียบเชียว กว่าจะเดินมาถึง... หอบแฮ่ก ๆ
ที่จริง ๆ บรรยากาศดีใช้ได้เลยนะ แดดออก ฟ้าใส และหิมะ..... เข้ากันดีชะมัด ฮะๆๆ อันนี้เป็นมุมจากหน้าปราสาท คนที่มาเที่ยวจะต้องเดินไปที่สะพานนี้แหละเพื่อจะมองปราสาททั้งหลังให้เต็ม ๆ ตา
เนื่องจากปราสาทมันใหญ่มาก มีปัญญาถ่ายได้อย่างมากก็แค่นี้เองอะ....
แน่ยังไงก็ยังเห็นความสวยของมันใช่มั้ย?? พอเดินเข้ามาถึงมุมนี้... คิดอยู่ว่าถ้าไม่ใช่คนเยอะ ๆ ถ้าไม่ใช่สมัยนี้ ถ้าตอนที่ปราสาทเพิ่งจะสร้าง..... บรรยากาศมันคงจะแปลกกันไปกว่านี้เยอะเลยนะ??
แต่ที่แน่ ๆ ความ "อลังการ" มันยังอยู่เหมือนเดิมแน่นอน เห็นแล้วทำให้แอบคิดในใจไม่ได้ว่าอย่างพระเจ้าลุดวิกเนี่ยน่าจะเรียกเป็น "กษัตริย์นักฝันผู้ยิ่งใหญ่" มากกว่านะ ไม่ใช่ "Ludwig the MAD"
พอถึงเวลาทัวร์ก็ได้เข้าไปในปราสาทซะที
ไม่ผิดหวังนะ.... ข้างในหรูเริ่ดอลังการงานสร้าง เลิศแบบที่ใคร ๆ ก็คงจะอายถ้าจะต้องมาสร้างแข่งกัน ความละเอียดของเนื้องาน และจินตนาการของพระเจ้าลุดวิกนี่หาใครมาเทียบกันไม่ได้ง่าย ๆ เลยจริง ๆ นะ เราไม่แปลกใจที่ข้างในเค้าไม่ให้ถ่ายรูป แต่ดีใจมาก... ที่เค้าให้ถ่ายรูปออกไปด้านนอก(ถ่ายวิว)ได้ เพราะว่ามันทำให้ได้รูปที่ชอบที่สุดในทริปนี้มา ^___^
ลองจินตนาการตัวเอง ยืนอยู่บนระเบียงอย่างสงบสุขแล้วจ้องมองไปที่ทะเลสาบด้านนอกแบบนี้..... บางที "ความฝัน" ที่มีความสุข ก็ทำให้คนเราไม่อยากจะหลุดออกมาจากฝันใช่มั้ยล่ะ?
มุมนี้เป็นมุมหนึ่งในปราสาทที่พระเจ้าลุดวิกให้สร้าง "ถ้ำจำลอง" จากส่วนหนึ่งของบทประพันธ์จากวากเนอร์เจ้าประจำ..... มุมที่นั่งและ "หงส์ขาว" ที่เป็นสัญลักษณ์ของทั้งปราสาท และของแคว้นนี้....
"คิงผู้โรแมนติค............" การทัวร์ในนอยชวานสไตน์... อืม ถ้าให้เทียบแล้วล่ะก็ คุณไกด์คงจะเป็นกันเองและบรรยายอะไรดี ๆ ได้ไม่เท่าไกด์ที่โฮเฮนชวานเกา อาจจะเป็นเพราะว่าเค้าเป็นผู้ชายล่ะมั้ง... ผู้ชายจะมาโรแมนติคช่างสังเกตเท่าผู้หญิงได้ยังไงกันล่ะ รู้มั้ยว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่ดังที่สุดในยุโรปคือที่นี่?? แปลกเนอะ ประชาชนสมัยก่อนโกรธเกลียดพระเจ้าลุดวิกเพราะเอาเงินมาผลาญเล่นกับที่พักอาศัยแทนที่จะบำรุงบ้านเมือง.... แต่ไม่รู้ว่าประชาชนสมัยนี้จะนึกขอบคุณพระองค์บ้างรึยัง ที่ทำให้แถบนี้กลายเป็น "ดินแดนโรแมนติค" และทำเงินเข้าประเทศมหาศาลแบบนี้??
การเที่ยวค่อนข้างเป็นระบบธุรกิจมากไปหน่อยเหมือนพวกปราสาทดัง ๆ ทั้งหลายนั่นแหละ ที่คุณไกด์จะต้องคอย "ต้อน" นักท่องเที่ยวที่มาชมทั้งหลายให้รีบ ๆ ดู รีบ ๆ เดิน คติประมาณว่าแบ่ง ๆ กันหน่อย คนอื่นเค้าก็จะดูเหมือนกันนะ ทำให้ใครที่อยากจะดื่มด่ำกับศิลปะวิลิศมาหรานี่ทำไม่ได้เลย... อยากเกิดมาเป็นเพื่อนคิงสมัยก่อนเหมือนกันนะ เผื่อจะได้เดินเชิดหน้าตะลอน ๆ สำรวจไปทั่วปราสาทแบบไม่มีคนคอยไล่ต้อนแบบนี้....
ยังไงก็ยังเป็นปราสาทที่ประทับใจมากแฮะ
เราเดินไปยิ้มแก้มปริ(ไม่รู้ว่าปริเพราะสาเหตุนี้รึเปล่า)ทั้งวัน เดินทั้งปราสาทชอบไปหมดเลย ปราสาทนี้เลียนแบบแวร์ซายส์มาบ้างแค่บางส่วนไม่เหมือนไอ้ Herrenchiemsee นั่นที่เลียนแบบกันซะ.... แต่ถึงยังไงก็อลังการไม่แพ้กันเล้ย (แต่ถ้านับความสวย นอยฯ กินขาดแน่นอน) กว่าจะรู้ตัวอีกที ทัวร์มันก็จบซะแล้ว เค้า "เชิญ" ออกไปได้
แอบมานั่งเสียใจ ทำไมมันจบเร็วแบบนี้ล่ะ เนื่องจากว่านอยฯ เนี่ยยังสร้างไม่เสร็จ (จริง ๆ คิงแกสร้างเสร็จอยู่แค่หลังเดียวแหละในทั้งหมดที่สร้างเนี่ย) และทางใครซักคนก็ไม่รู้ก็ตัดสินใจให้เองเสร็จสรรพว่าเข้าไปดูที่ไหน ๆ ได้บ้าง เลยไม่ได้เดินทั่วปราสาทจริง ๆ ว้า เสียดายจังเลยอะ
แต่ยังไงก็ยังประทับใจอยู่ดี ด้วยความเสียดาย เราไม่อยากจะรีบออกจากปราสาทเร็วนัก
เลยไปนั่งกินข้าวต่อในคอฟฟี่ช็อปในปราสาท แหะ ๆ อันนี้อาหารมื้อที่สองของวัน ต่อจากแฮมเบอร์เกอร์เมื่อเช้า
ไม่รู้ทำไม... กินไม่หมด - -" กินได้ครึ่งชิ้นเอง (ลุงคนขายแกให้ห่อกลับบ้านเอา)
มัวแต่นั่งชื่นชมธรรมชาติ เพราะว่าวิวข้างนอกสวยมากเลยล่ะ หลังจากนั้นก็เดินต่อ เจอปราสาทจำลองอยู่ในปราสาทจริง... น่ารักจังนะ
ว้า.... จบแล้วเหรอ??
จบจริง ๆ เหรอทัวร์นอยฯ เนี่ย??? ยังอยากดูมากกว่านี้อะ Y_____Y
-------------------------- จบภาค 2 ------------------------------------------------------ Neuschwanstein แด่กษัตริย์แสนโรแมนติค และปราสาทในฝัน..ตลอดกาล ภาค 1โดยน้อง "Toobad" จาก Blaggang.com ซึ่งถึงลบไปแล้ว
"หนึ่งวันที่จะต้องจำไปตลอดชีวิต"
คำเตือน บล็อคนี้ยาวมากกกกแน่ ๆ ....
ตอนแรกคิดว่าจะตัดวันนี้เป็นหลาย ๆ ตอน แล้วก็นึกได้ว่า... แล้วจะตัดไปทำไม? ไม่กลัวคนไม่อ่าน เพราะยังไงก็เขียนเป็นบันทึกสำหรับตัวเองนี่หน่า.... (เปิดบันทึกตัวเองดู.... วันนี้วันเดียวเขียนไปตั้ง 15 หน้าแน่ะ) หลังจากขึ้นรถไฟไปเรียบร้อยแล้ว.... รถไฟมันเลท...
หายากนะเนี่ย รถไฟเยอรมันเลท!!! มันเลทไปเกือบครึ่งชั่วโมงได้ค่อยออก หลังจากย้ายไฟล์ชาร์จแบต ฯลฯ เรียบร้อยแล้ว ก็ไม่สนละ นอนดีกว่า ต้องเก็บแรงเอาไว้สำหรับคืนอันยาวนานอะ สุดท้ายก็นั่งรถไฟไปถึงเมือง Augsburg ได้ตอนประมาณตีสี่สี่สิบ มืดตึ๊ดตื๋อน่ะแหละ - -" แตะ ๆ เพื่อนที่ไปด้วยบอกว่าไปแล้วนะ แล้วก็ลงไปละ บ๋ายบายบัดดี้ หลังจากนี้ชั้นจะเที่ยวคนเดียวล่ะนะ!!! ลงสถานีไป... ลงไปยืนเคว้ง ๆ นิดหน่อย
แหะแหะ หนาวมากกกกก มากกว่าที่อื่น ๆ ที่ผ่านมาทั้งหมด - -" คงจะเป็นเพราะมันยังตีสี่อยู่เลยด้วยล่ะมั้งนะ... ตอนแรกก็งง ๆ เล็กน้อย แล้วจะเดินไปไหนต่อดีหว่า? จนเห็นคนที่ลงมาพร้อม ๆ กันเค้าเดินไปหมดแล้ว เลยเดินตามเค้าไป ฮะๆๆ ก็เลยมาถึงที่พักในสถานีนั่นแหละ มันเป็นที่แบบ.... ไม่มีอะไรเลยน่ะ สถานีเล็ก ๆ บุญแค่ไหนแล้วที่มันยังมีตัวตึกให้เข้าไปนั่งรอน่ะ พอเข้าไปปุ๊บ... แล้วจะทำอะไร? ร้านก็ไม่มีเปิด ที่นั่งก็ไม่มี จะนอนก็เกรงใจ...
สุดท้ายก็เลยหามุมดี ๆ ซักมุม แล้วก็นั่งแปะพิงผนังไปนั่นแหละ ฮะๆๆ แล้วก็เอาบันทึกมานั่งเขียนต่อ เขียนยังไงก็ไม่เสร็จซะทีแฮะ - -" (คนมันพล่ามเยอะ) ตอนนี้ ขนาดนั่งอยู่ในตัวสถานียังหนาว.... นั่งไปหนาวไป อยากจะร้องตะโกนว่า หนาวโว้ยยยยยยย แต่ก็เกรงใจคนอื่น แหม มากันเป็นคู่ให้ความอบอุ่นกันเป็นครอบครัวเชียวนะ ฮึ (แอบหมั่นไส้เล็กน้อย ฮะๆๆ) ระหว่างเขียนไปก็ใช้สายตาเป็นเรดาห์ สอดส่ายไปทั่ว... โอ้ ทั้งสถานีมีชั้นเป็นพวกเอเชียอยู่คนเดียวเลยเหรอเนี่ย?? แหม...... ถ้าไอ้พวกนีโอนาซีเดินผ่านมาแล้วมาเล่นงาน จะมีใครช่วยมั้ยเนี่ย?? - อาการจิตหลอนของคนเดินทางคนเดียวแน่เลย - -" ช่างเหอะ แล้วก็เลยนั่งต่อไปเรื่อย ๆ จนข้าง ๆ เริ่มมีเด็กแปลก ๆ มากันเป็นกลุ่ม ... เชอะ ชั้นย้ายไปนั่งเก้าอี้ก็ได้ (จริง ๆ มันเพิ่งมีที่) ว้าว.... มิน่าคนไม่ค่อยยอมลุกจากเก้าอี้ มันติดฮีทเตอร์นี่หว่า!!!! แล้วหลังจากนั้นก็เลยนั่งแปะอยู่ตรงนั้นไปเรื่อย สังเกตการณ์ไปทั่ว... โห ที่นั่งรอนี่ก็เล็กติ๊ดเดียว อยู่ดี ๆ มีเด็กสองกลุ่มโผล่มาแล้ว... มาทะเลาะกันอะ - -" พวกนึงเมา แล้วก็แบบมาระรานชาวบ้านตามเก้าอี้.. โชคดีชะมัดที่เก้าอี้ที่เรานั่งมันไม่เดินมา แต่เก้าอี้อื่นนี่ ถ้าไม่เงียบ ๆ ไปก็ด่ากลับเหมือนกัน พวกคนเมาเนี่ยน้า..... เกิดมาทำไม ไป ๆ มา ๆ มีกลุ่มนึงเดินเข้ามานั่งใกล้ ๆ แถว ๆ เก้าอี้ อ๊ะ.... กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด หนุ่มหล่ออีกแล้วอ้ะ อะไรเนี่ย หนุ่มเยอรมันมันหล่อกันทั้งประเทศรึไงนะ?? พ่อหนุ่มคนนี้หล่อมากกกกกกกอ้ะ เค้ามากันเป็นกลุ่มห้าคน "สาวสวย 3 คน" แล้วก็ "หนุ่มหล่อ 2 คน" ........ แต่ดูท่าทางแล้วก็คงยังเด็กกว่าเราล่ะนะ - -" เอ จะกลายเป็นโชตะแบบพี่กบรึเปล่าฟะเนี่ย แอบทำท่าเขียนไป แต่จริง ๆ แล้วแอบจ้องเค้าอยู่ หวังว่าเค้าคงจะไม่รู้ตัวหรอกนะ (ช่วยไม่ได้ คนหล่อเกิดมาเป็นอาหารตาของคนอื่นอยู่แล้วนี่หน่า ทำบุญน่าพ่อหนุ่ม แค่จ้องไม่สึกหรอหรอก) แล้วเราก็เริ่ม... นั่งตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง มันก็อยากเข้าห้องน้ำบ้างเซ่ เรามิได้เจ้าแผนการณ์ เราแค่.... หันไปถามคุณผู้หญิงที่นั่งข้าง ๆ (ที่ไม่ใช่กลุ่มหล่อสวยนี่) ว่าห้องน้ำอยู่ไหนรู้มั้ย.... ก๊าก ตามแผนอีกแล้ว อุ๊บ... ไม่ใช่ ๆ บอกแล้วว่าไม่ได้วางแผน!!! คือ คุณผู้หญิงนี่ก็ไม่รู้อะนะ แล้วดูจากท่าทางที่ค่อนข้างสั่งเก่งแล้ว... พี่แกก็เลยช่วยด้วยการจับตา "หนุ่มหล่อเป้าหมาย" มาแล้วถามว่าอยู่ไหน บอกเราให้ที กรี๊ดดดดดดดดดดด เอิ๊ก ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ตามแผนเลยวุ้ยๆๆ เอ๊ย ไม่ใช่ๆๆ เราไม่ได้วางแผนซะหน่อย >___<~!!!! หนุ่มคนนี้หันหน้ามายิ้มให้ แล้วก็ลงมานั่งเกือบ ๆ คุกเข่าข้างหน้าเรา (เพราะมันไม่มีที่นั่ง... จะให้นั่งตักก็กระไรอยู่ เกรงใจสาวสวยสามคนนั่น ฮ่าๆๆ) อธิบายอย่างละเอียดด้วยภาษาอังกฤษแบบเริ่ด โอ หนุ่มเยอรมันนี่ นอกจากหล่อแล้วยังฉลาดอีกเหรอ (อีโมตัวนี้หื่นไปหน่อยนะ บล็อคแก้งค์น่าจะแบน!! โทษฐานเข้ากับเรามากไป - -") หลังจากบอกให้แบบละเอียดพร้อมตัดสินใจให้เสร็จสรรพ เราก็ขอบอกขอบใจแล้วก็ได้เวลาไปขึ้นรถไฟพอดี แหม... เก็บเล็กเก็บน้อยแบบนี้ไปตลอดทางก็ดีเหมือนกันเน้อ??? แน่นอนว่าไม่ถ่ายรูปเค้ามาแน่ ๆ คนหล่อ ๆ ต้องเก็บไว้คนเดียวเซ่!! เสร็จแล้วก็ลากกระเป๋าปุเลง ๆ ไปถึงสถานีที่จะขึ้น แต่ก็ไม่แน่ใจว่าไอ้รถคันนั้นใช่ที่จะขึ้นรึเปล่า เลยเดินเป๋ไปเป๋มาหาคนก็ไม่มีใครเล้ย แอบเห็นลุงอ้วนคนนึงบนรถไฟเลยจะตะโกนถาม เค้าก็กวัก ๆ มือ.... เอ ลุงเป็นพนง.รึไง??
แต่พอดีเจอคุณลุงอีกคนเดินมาพอดี เลยถามเค้า เค้าว่าใช้เก๊าะขึ้นไปกะเค้าเลย เสร็จแล้วแยกกันนั่งคนละด้าน แล้วก็เงียบกันไปเรื่อย... อยากนอนแล้วอะ เพิ่งได้นอนไปสามสี่ชั่วโมงในรถไฟเองทั้งคืน - -" ซักพักตาลุงอ้วนคนแรกเดินมาหา!!! มาชวนคุยนู่นคุยนี่ "ด้วยภาษาเยอรมันน่ะนะ" ลุงเอ๊ย ชั้นฟังไม่รู้เรื่องย่ะ ลุงก็ยังชวนคุย ชวนไปชวนมา ก็เออ... เอาวะ คุยก็คุย (พยายามทำท่าหันไปฟัง แต่จริง ๆ ไม่ได้ฟัง) จนเค้ามาตรวจตั๋ว ลุงอ้วนแกก็เดินกลับไปที่นั่ง แล้วยังชวนให้ไปนั่งด้วยกันอีกแน่ะ!! ไม่รับประทานล่ะลุง หนูจะนอน(โว้ยยยยยยย) ---ในทางกลับกัน ถ้าเป็นหนุ่มหล่อเมื่อกี๊อาจจะติดหนึบไปตั้งแต่ไม่ต้องชวนก็ได้ ฮะๆ--- นั่งไปซักพักนึง ยังไม่อยากหลับเร็ว ๆ เพราะไม่รู้ว่าจะยังไงบ้าง จนลุงคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แกลงไปแล้ว.... ตาลุงอ้วนก็กลับมาใหม่ เอ๊ จะติดใจอะไรกันนักกันหนาฟะ?? คนเมาเนี่ยน่ารำคาญชะมัด -"- ลุงแกเริ่มชวนคุย เข้ามานั่งข้าง ๆ เลย ทำท่าแบบ.... แกหยิบมือไปดู .......หา?? จะดูลายมือเหรอลุง? หนูไม่เชื่อเรื่องดูหมอฟ่ะ โทษที ๆ พอได้แล้วไม่ต้องมาลูบ ขยะแขยง เอ๊ะ บอกว่าให้หยุด ชั้นบอกว่าให้หยุด!!!!! STOP IT ได้ยินมั้ย!!! อีตาลุงอ้วนขี้เมานี่ทนไม่ไหวแล้วนะเว้ยยยยยยย ย้ายที่นั่ง เอากระเป๋าคั่น (ทำท่า)นอนไปเลย อย่าหาว่าหักหาญน้ำใจคนแก่เลยนะ แต่คนแก่แบบนี้ไม่ไหว กินเข้าไปเลี้ยงแต่พุงนี่หว่า สุดท้ายลุงแกก็เลยกลับไป แต่หลังจากที่คว้ามือถือมาถ่ายรูปเราไปด้วย.... เอ... ลุงอย่าเอาหนูไปขึ้นประกาศจับนะลุงโทษฐานทำลายน้ำใจคนแก่นะ (แต่อยากจะบอกว่าถ้าเรียนยูโดมาคงจะจับแกทุ่มไปซักสามรอบก่อนแล้ว) หลังจากนั้นก็หลับ ๆ ตื่น ๆ มีหนุ่ม ๆ สาว ๆ ขี้เมาทั้งหลายขึ้น ๆ ลง ๆ กันตลอด... คนที่นี่เค้ากลับบ้านกันตอนเช้าเหรอเนี่ย - -" แต่มีอยู่ช่วงนึงที่สะลึมสะลือ พอตื่นขึ้นมาเห็นแบบนี้ก็.... ว้าววววววววววววว ไม่นอนแล้ว หิมะอ้ะ!!! พระอาทิตย์ขึ้นแล้วด้วย!!! หลังจากถึงสถานีแล้วก็ลากกระเป๋าไปเรื่อย จะหาที่พักที่จองเอาไว้ชื่อ "Suzanne's B&B" ดูแผนที่แล้วก็เดินดุ่ม ๆ ไปเรื่อย ถามข้างทางไปเรื่อย สุดท้ายก็เจอพอดี ^____^ เราก็เลยไปอาบน้ำ ที่หมักหมมมาตั้งแต่เมื่อวาน (ก็มันไม่มีที่พักนี่) เสร็จแล้วก็ถามอะไรซูซานนิดหน่อยว่าจะไปเที่ยวยังไง --------------------- จบ ภาค 1 ----------------------------- 1月7日 ห้องใหม่ อาจารย์ใหม่ แต่พวกเราเหมือนเดิมสวัสดีครับชาวห้องสิบ ต่อไปจะกลายเป็นห้องสิบสองซะแล้วสิ อิอิ
เปิดคอร์สใหม่ ต้องย้ายห้องไปที่ห้องสิบสอง อยู่ชั้นสองใกล้ห้องเดิมแหละ เพื่อนเรามีมากัน 12 คนได้ อีก้อ ชอ-นน พี่ชุ้ง น้องจูน น้องอู๋ นายเมธ หมอออดิล น้องทิพย์ นายโป้ง นายโม๊ส นายไก่ วันนี้วิศวกรหลิมไม่มาเฮะ อาทิตย์หน้าคงเจอครับ มากันสิบคนหายไป 5 คน คือ ยัยแอนอย่างที่บอก ไปเตรียมงานแต่งอยู่ น้องสองคนจากราชบุรี Afs นายวีรวิท กับรัตนชัย ไม่สมัครต่อเฮะ สงสัยไปเรียนเอาใหม่ตอนไปอยู่แล้วละมัง อันนี้เดาเอานะครับ อีกคนคือหมอพิสุทธิ์ ก็ไม่สมัครต่อ แต่คนนี้เรียนมาแล้วคงไม่มีปัญหาอะไรนะ น้องศรสวรรค์ย้ายไปเรียนเริ่มต้นใหม่ครับ มีคนหน้าใหม่ๆเข้ามาถึง 7 คน ขอต้อนรับด้วยควายินดียิ่งครับ
เรื่องรูปหมู เอ้ย หมู่ร่วมกับอาจารย์ ที่ถ่ายกันรูปที่ดีที่สุด คือรูปสุดท้ายที่ถ่ายกันเน่านั่นเองเพราะเห้นหน้าครบทุกคนครับ ผมนำไปใส่กรอบให้อาจารยืมีนาไปแล้วครับ ส่วนพวกเราผมอัดแจกให้ พอดีเสาร์นี้ลืมเอาไปครับ ยังไงเสาร์หน้าแจกให้แน่ครับผม
สภาพห้องเรียนใหญ่กว่าเดิมครับ มีเครื่องปรับอากาศ 3 ตัว หนาวมากทีเดียว ต้องขอให้เปิดแอร์แค่ตัวเดียว ถึงจะโอเคครับ มีอะไรใหม่ ที่ใหม่จริงก็คือ อาจารย์สาวสวย (อันนี้น้องอู๋คอมเม้นมา) ชื่ออาจารย์ปทุมมาพร หรือเลียเรอรินจ๋า ครับ นอกจากอายุยังน้อยแล้ว ยังพูดสำเนียงเหมือนออกมาจากซีดีเลยครับ แต่ Es tut mir leid fuer หนุ่มๆ เพราะอาจารย์แกท่าจะ schon verheiratet สังเกตุที่ ihr Ringfinger เอาน่ะครับ แต่จะไปสนใจอะไรมาเรียนเอาความรู้ดีกว่านะครับ อิอิ น้องปัญจพรมาอ่านที่นี่แล้วอย่าลืมดูเมลล์ละส่งสรุปการเรียนไปให้แล้วนะครับผม อิอิ แล้วเจอกันเสาร์หน้าคร้าบบบ
ชุ้ง เที่ยว neuschwanstein schloss จาก http://www.thaicabincrew.comเมื่อคืนผมนอนหลับไม่สนิทนักแม้จะดื่มเบียร์ไปเป็นลิตร แต่แทนที่จะหลับเป็นตาย กลับฝันเป็นตุเป็นตะว่าตัวเองเป็นเจ้าชาย (ซิกมันด์ ฟอยด์บอกว่าความฝันเกิดจากความหมกมุ่นในเรื่องเพศ อ้าววววว แต่ผมว่ามันเป็นจิตใต้สำนึกที่ฝังจำมาตั้งแต่วัยเด็กต่างหาก 555) แต่จริงๆ แล้วผมอธิบายได้ ว่าช่วงหัวค่ำคงอ่านเรื่องราวของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 มากไปหน่อย ไม่งั้นคงไม่ฝันอะไรที่หรูหราเกินจริงปานนั้นหรอก
สมัยที่ผมยังเป็นเด็ก เพื่อนๆ ละแวกเดียวกันมักชวนเล่นเป็นทหารเข้าไปเดินลาดตระเวณในสวนทุเรียนใกล้บ้าน ศัตรูที่ประทะด้วยก็หนีไม่พ้นกระรอกหรือกิ้งก่าโชคร้ายที่โผล่เข้ามาขวางทางปืน (หนังสติ๊ก) ของทหารหาญอย่างเราๆ ถ้าไม่เล่นเป็นทหารก็เป็นอัศวินโต๊ะกลมพิทักษ์ราชบัลลังก์ โดยจะมีคนหนึ่งถูกอุปโลกน์ให้เป็นเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ ตัวผมนั้นไม่เคยได้เป็นเพราะเพื่อนๆ ลงความเห็นว่าหน้าไม่ให้ พูดง่ายๆ คือไม่มีแววจะเป็นคนชั้นสูงตั้งแต่เด็ก ผมเคยถามแม่อย่างน้อยใจว่าผมไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าชายกับเค้าเลยเหรอ แม่บอกว่าเป็นเจ้าชายไม่สนุกและสวยงามอย่างที่คิดหรอก "ดูอย่างเจ้าชายกบสิลูก ถ้าไม่มีเจ้าหญิงประหลาดรักกบหลงผิดมาจุมพิต ก็คงต้องเป็นกบร้องอ๊บอ๊บอย่างนั้นไปตลอดชีวิต สรุปว่าลูกอยากจะเป็นกบเหรอ" เออ มันก็จริงของแม่ จนเรียนมัธยมจึงมีโอกาสฟังเรื่องราวอันแสนรันทดใจของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งแคว้นบาวาเรีย แต่ก็ไม่เคยนึกว่าวันหนึ่งจะได้มาเห็นปราสาทที่พระองค์ทรงเคยประทับ มันช่วยเติมเรื่องราวที่ขาดหายไปในวัยเด็ก และยิ่งตอกย้ำความเชื่อของผมที่ว่า ชีวิตของเจ้าชายทั้งในเทพนิยาย และในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น บางครั้งก็ไม่สวยงามอย่างที่คิด
... ไม่งั้นความตายของพระองค์จะยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้หรือ? เรา คือผม เจต และอาท ออกตามรอยเจ้าชายนักฝันตั้งแต่เช้าตรู่ รถทัวร์ที่เราใช้เดินทางเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวหลายชาติหลายภาษาส่งเสียงเจรจาอื้ออึงจนกลบเสียงเจื้อยแจ้วของป้าไกด์ชาวเยอรมัน แต่ก็พอจับใจความได้ว่าเราคงใช้เวลาทั้งวันในการชมปราสาทสามหลังของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 อันได้แก่ปราสาทโฮเฮนชวานเกา (Hohenschwangau), นอยชวานชไตน์ (Neuschwanstein), และลินเดอร์ฮอฟ (Linderhof) จากนั้นก็เป็นกฎและกติกามารยาทต่างๆ ในการเที่ยวชม ป้าพูดเสร็จก็เดินเก็บตังค์อีกคนละ 7 ยูโรเป็นค่าเข้าชมปราสาทนอยชวานชไตน์ (ซึ่งไม่ได้รวมกับค่าทัวร์) มาถึงพวกเราป้าไกด์ยังทักเลยว่าพวกยูเป็น Thai Airline Staff ใช่ไม๊ พวกเราก็พยักหน้าหงึกๆ ด้วยไม่รู้จะทำอะไรที่ดีกว่านั้น ลูกเรือไทยคงจะเดินทางไปชมปราสาทแห่งนี้กันบ่อยๆ จนป้าจำลักษณะของลูกเรือไทยได้ ใช่แล้ว รถเคลื่อนได้ไม่นาน พวกเราก็หลับ อาทถึงกับกรนเล็กๆ พองาม ถ้าจะตามรอยปราสาทของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 ต้องเริ่มกันที่ปราสาทนิมเฟนบูร์กในเมืองมิวนิคอันเป็นที่ประสูติของพระองค์ จากนั้นจึงมาที่ปราสาทโฮเฮนชวานเกา ซึ่งพระองค์ใช้ชีวิตวัยเยาว์ ทำเลที่ตั้งของปราสาทโฮเฮนชวานเกาอยู่บริเวณทะเลสาบชวาน (Schwansee) และทะเลสาบแอลป์ (Alpsee) ซึ่งเต็มไปด้วยฝูงหงส์ (หรือ Schwan ในภาษาเยอรมัน) สัตว์แห่งโชคลาภในสมัยกลาง และสัตว์โปรดของกษัตริย์ลุดวิกที่ 2 จุดเด่นของปราสาทโฮเฮนชวานเกาซึ่งพระเจ้าแมกซิมิเลียนที่ 2 ทรงบัญชาให้สร้างอยู่ที่ภาพวาดเรื่องราวอัศวินแห่งหงส์ Lohengrin บนผนังห้อง Schwanrittersaal ปราสาทแห่งนี้ผมไม่ได้เดินขึ้นไปชมเนื่องจากเสียเวลานั่งดื่มเบียร์อยู่ที่ตีนเขา เวรจริงๆ
อยากเหม็นหรืออยากเหนื่อยเลือกเอาเอง
ด้วยปราสาทนอยชวานชไตน์ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง จึงมีบริการรถมินิบัสรับส่งขึ้นเขาสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่ขี้เกียจเดิน หรือใครจะนั่งรถม้าก็มีให้บริการ ผมเห็นผู้โดยสารรถม้าใช้ผ้าปิดจมูกไปตลอดทาง คาดว่าถ้าไม่เหม็นกลิ่นตัวม้าหรือกลิ่นขี้ม้า ก็คงเป็นกลิ่นเหงื่อของสารถีรถม้าที่ต้องขับขึ้นลงวันล่ะเป็นสิบรอบ พวกเรานั้นด้วยความเสียดายเงิน (ทีกินเบียร์ดันไม่เสียดาย) พากันค่อยๆ เดินบนทางลาดชันจนถึงตัวปราสาท ใช้เวลาราวสามสิบนาทีแต่ก็ทำให้ผมหมดสภาพไปไม่น้อยทีเดียว
งามดั่งปราสาทในเทพนิยาย ไม่เสียดายแล้วที่ได้มาเห็น
แต่เหนื่อยแล้วก็คุ้มค่า ปราสาทนอยชวานชไตน์แห่งนี้สร้างขึ้นระหว่างปี 1868-1886 ออกแบบโดย Christian Jank ตามจินตนาการของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 ที่ได้จากละครโอเปร่าของริชาร์ด วากเนอร์เรื่อง Lohengrin และ Tannhauser ส่วนการออกแบบตกแต่งภายในปราสาทนั้น รับผิดชอบโดย Julius Hoffmann ในปี 1880
ปราสาทนอยชวานชไตน์ มีรูปทรงดุจปราสาทในเทพนิยาย (วอลท์ ดีสนีย์จึงนำไปเป็นต้นแบบของปราสาทซินเดอเรลล่าในดิสนีย์แลนด์) สีขาวเด่นกลางเนินเขาสูงทำให้มองเห็นได้แต่ไกล หอคอยตระหง่านภายในวิจิตรบรรจงด้วยภาพวาดฝาผนังเรื่องราวจากละครโอเปร่าของริชาร์ด วากเนอร์ (อีกแล้วครับท่าน) เครื่องเรือนไม้แกะสลักเสลา ห้องบัลลังก์ (Throne Room) ได้รับแรงบันดาลใจจากบาซิลิกาแบบไบแซนไทน์ ประดับประดาด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่เมลืองมลังไปด้วยสีทอง โมเสค และโคมไฟแก้วเจียระไนขนาดใหญ่ แม้จะใช้เป็นที่ชมการแสดง แต่ห้องนี้ยังไม่เคยได้ใช้เลย (ว่าไปแล้ว พระองค์มีเวลาประทับอยู่ในปราสาทแห่งนี้เพียง 172 วัน) ขณะที่ทุกซอกมุมของปราสาทมักปรากฎรูปหงส์ที่พระองค์โปรดปราน ในภาพเขียน เครื่องเรือน แม้แต่ท่อน้ำสรงพระพักตร์ แม้ปราสาทนอยชวานชไตน์จะโด่งดังที่สุด แต่ก็ไม่ใช่หลังที่สวยงามที่สุด หากสำคัญด้วยเป็นสถานที่ที่พระองค์ประทับในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะถูกจับกุมไปยังปราสาทแบร์ก และสิ้นพระชนม์อย่างปริศนาในที่สุด ทะเลสาบ Schwansee มองจากตัวปราสาท
ปราสาทนอยชวานชไตน์มีที่ทางให้ถ่ายรูปไม่มากนัก โดยเฉพาะในปราสาทนั้นห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด ที่อนุญาตก็เป็นห้องที่ไม่สวยงามอะไร ใครต้องการถ่ายรูปปราสาทในมุมที่สวยพอใช้ได้ แนะนำให้ไปที่สะพาน Marienbrucke สะพานเหล็กข้ามโตรกผาด้านหลังของปราสาท แต่หากต้องการภาพปราสาทในมุมที่สวยสุดๆ เหมือนในโปสการ์ด (ดูภาพข้างบนซึ่งถ่ายจากมุมสูงเห็นตัวปราสาททั้งหมดโดยมีป่าและทะเลสาบเป็นฉากหลัง) ต้องถ่ายจากเคเบิลคาร์ที่นำไปสู่ยอดเขา Tegelberg (สถานีอยู่ห่างจากตัวปราสาทประมาณ 2 กิโลเมตร คือถ้ามากับทัวร์หมดสิทธิขึ้นแน่ๆ)
พระเจ้าลุดวิกที่ 2 กษัตริย์แห่งแคว้นบาวาเรีย เป็นพระราชโอรสแห่งพระแมกซิมิเลียนที่ 2 พระองค์ทรงมีรูปโฉมงามดุจเจ้าชายในเทพนิยายหากมีอารมณ์อ่อนไหว สำรวยและทรงโปรดน้ำหอมและไวน์หวานเช่นเดียวกับลูกกวาด และต้องขึ้นครองราชย์ในวัยยังไม่ครบ 19 ชันษา กลับสนพระทัยในวรรณกรรม และการละครมากกว่าการปกครองแผ่นดิน พระองค์ทรงเบื่อหน่ายราชการหากหลงใหลในโคลงกลอน ดนตรี และในตัวริชาร์ด วากเนอร์ผู้ประพันธ์อุปรากร จนเป็นที่ครหาทั่วแผ่นดิน เนื่องจากเห็นว่าพระองค์ทรงมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งแนบแน่นกับวากเนอร์เกินความเป็นเพื่อน และทรงทุ่มเทเงินในท้องพระคลังให้กับงานของวากเนอร์ ซึ่งส่งผลให้เขาผลิตงานชิ้นสำคัญๆ ที่ยืนยงจนทุกวันนี้ มุมขวาบนนั่นแหละริชาร์ด วากเนอร์
เมื่อวากเนอร์ถูกกำจัดออกจากราชวงศ์ พระองค์เหมือนอยู่ในโลกอันเปล่าเปลี่ยว จึงหันไปทุ่มเทเวลาให้กับงานสร้างปราสาทราชวังเพื่อเติมเต็มความฝันในจินตนาการให้เป็นรูปเป็นร่าง พระองค์ทรงห่างหายจากสังคมเมืองหลวง ไปประทับท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบในปราสาทที่ทรงเนรมิตขึ้น คือ นอยชวานชไตน์ (Neuschwanstein), ลินเดอร์ฮอฟ (Linderhof) และแฮร์เร่มคีมเซ (Herrenchiemsee) ทั้งทรงสบายพระทัยที่จะสนทนากับชาวชนบทมากกว่าจะเสวนากับขุนนางบาวาเรียและชนชั้นกลางในเมืองหลวง
หากฉากสุดท้ายของพระองค์หาได้มีความสุขเช่นนิยายไม่ เมื่อมีผู้พบศพของพระองค์ในทะเลสาบใกล้ๆ กับนายแพทย์ผู้ลงความเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นบ้า จากนอยชวานชไตน์ประมาณครึ่งชั่วโมงคือที่ตั้งของปราสาทลินเดอร์ฮอฟ ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1874-1878 โดย Georg von Dollmann ตามแบบ Grand Trianon ในพระราชวังแวร์ซายส์ของฝรั่งเศส พระเจ้าลุดวิกใช้พระราชวังแห่งนี้เป็นที่พักผ่อนยามออกล่าสัตว์บริเวณป่าลินเดน ภายในพระราชวังมีเพียงเก้าห้อง ตกแต่งด้วยศิลปะหลายยุคสมัยแต่โน้มไปทางบารอค
ห้องบรรทมของพระองค์ประดับประดาด้วยกิ่งไม้ให้เสมือนบรรทมกลางธรรมชาติ หน้าต่างห้องเปิดออกไปเห็นน้ำตกไหลเรื่อยตามขั้นบันไดที่ทอดตัวยาวสู่บ่อน้ำสลักเสลาเทพสมุทรเนปจูนและนางในเทพปกรณัม อีกส่วนที่น่าสนใจคือตึกโดมแบบตุรกี และถ้ำคาปรี (Grotto) ที่ไม่ว่าใครก็ต้องทึ่งในจินตนาการอันกว้างไกลของกษัตริย์นักฝัน ภายในถ้ำถูกสร้างด้วยเทคนิคล้ำยุคที่สุดในสมัยนั้น ติดตั้งเครื่องปั่นไฟเพื่อจุดประกายใต้น้ำ สร้างฟ้าแลบ และคลื่นเทียม ภายในถ้ำประดับประดาด้วยเวทีการแสดงและบัลลังก์ซึ่งทำให้นึกไปถึง Venus Grotto ในโอเปร่าของวากเนอร์เรื่อง Tannhauser
นอกจากนั้นยังมีเรือทรงหอยสังข์ไว้ทรงพายเล่นในทะเลสาบเทียมภายในถ้ำซึ่งมีความลึกกว่า 3 เมตร
ใครจะไปปราสาทลินเดอร์ฮอฟตอนนี้ขอเตือนว่าท่านอาจผิดหวังเพราะกำลังมีการซ่อมแซมขนานใหญ่ เห็นว่าใช้เวลาอีกกว่าสองปีจึงจะสำเร็จลุล่วง ตัวปราสาทจึงถูกบดบังด้วยนั่งร้าน และถูกห่อหุ้มมิดชิดอีกชั้นด้วยแผ่นไม้ที่วาดลวดลายเป็นปราสาท ส่วนข้างในปราสาทนั้นยังเดินเที่ยวชมได้ตามปกติ พระราชวังแห่งสุดท้ายคือปราสาทแฮร์เร่มคีมเซ อันใหญ่โตตระการตาและสง่างามที่สุด ตั้งอยู่บนเกาะ Herren (Herreninsel) ในทะเลสาบคีมเซ 55 ไมล์ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมิวนิค พระราชวังสร้างเลียนแบบแวร์ซายส์แห่งพระราชวงศ์บูร์บองที่พระเจ้าลุดวิกที่ 2 ชื่นชมบูชา ห้องที่น่าตื่นตาตื่นใจคือ Mirror Gallery ห้องโถงใหญ่ที่เลียนแบบ Galerie Des Glaces โถงกระจกจากพระราชวังแวร์ซายส์ ยาวเกือบ 100 เมตร มีเทียนไขกว่า 1,800 เล่ม ในเชิงเทียน 44 แท่ง และแชนเดอเลียร์ 33 อัน พระเจ้าลุดวิกที่ 2 โปรดปรานห้องนี้มาก ด้วยพระองค์ชอบใช้ชีวิตยามค่ำคืนในห้องที่ระยิบระยับด้วยแสงเทียนประกายในกระจกนับร้อยบาน
เกาะอีกแห่งหนึ่งที่เกี่ยวพันกับพระเจ้าลุดวิกที่ 2คือ Roseninsel (Isle Of Roses) ในทะเลสาบชตาร์นแบร์ก ซึ่งหอมกรุ่นด้วยดอกกุหลาบกว่า 15,000 ดอกที่พระองค์ทรงโปรดปรานด้วยการทรงเรือไอน้ำ Tristan มาพักผ่อนและหลบลี้จากโลกภายนอก ในบางครั้งยังใช้เป็นที่พบปะกับซิสซี่หรือจักรพรรดินีอลิซาเบธแห่งออสเตรีย สตรีเพียงหนึ่งเดียวที่ทรงเทิดทูน (ทั้งสองพระองค์มักพบปะกันบ่อยๆ) และเจ้าหญิงโซเฟีย ลูกพี่ลูกน้องซึ่งเป็นคู่หมั้นหมายที่มิได้อภิเษกสมรส ด้วยฝ่ายหญิงถอนหมั้นจากการที่พระองค์ทรงเลื่อนพิธีอภิเษกสมรสไปเรื่อยๆ เพราะทรงเห็นโซเฟียเป็นเพื่อนพูดคุยด้วยมากกว่าจะมอบความรักให้ และที่ทะเลสาบชตาร์นแบร์กนี้เอง ที่พระองค์ทรงใช้ชีวิตอยู่จวบจนกระทั่งมีผู้พบศพของพระองค์ในทะเลสาบ ปัจจุบันมีไม้กางเขนปักอยู่ในทะเลสาบ ณ จุดที่พบศพ (ซึ่งยังความสงสัยให้ผู้คนว่า เหตุใดพระองค์จึงจมน้ำในจุดที่ใกล้ฝั่งเช่นนี้ ทั้งที่พระองค์ทรงเป็นนักว่ายน้ำตัวยง) และมีหอสวด (Votive Chapel) ที่อุทิศให้พระเจ้าลุดวิกที่ 2 ผู้เป็นตำนานกษัตริย์นักฝันอย่างแท้จริง … เรื่องราวของกษัตริย์ช่างฝันจบลงโดยทิ้งปริศนาที่ไม่มีผู้ใดตอบได้ เช่นเดียวกับชีวิตในความฝันของพระองค์ที่มิอาจมีใครเข้าถึงได้จนปัจจุบัน … เรากลับมาถึงเมืองมิวนิคอีกครั้งในเวลาประมาณห้าโมงเย็น ทั้งที่เหนื่อยและง่วง แต่เราก็ยังเดินเล่นชมเมืองเรื่อยเปื่อย จนค่ำ เมื่อพยาธิในท้องเริ่มร้องเตือนนั่นแหละจึงพากันเดินไปยัง Hofbrauhaus (โรงเบียร์เยอรมัน) เพื่อดื่มเบียร์ฉลองเนื่องในอะไรไม่รู้กันอีกรอบ เอ้า Prost!!! ชนกันทั้งปี เย้ๆๆๆ
หมายเหตุ 1. เรื่องนี้เขียนโดยเรียบเรียงจาก: "กษัตริย์ลุดวิกที่ 2 และปราสาทแสนสวย" คู่มือท่องเที่ยว มิวนิค บาวาเรีย แคว้นทิโรล โดยสำนักงานการท่องเที่ยวมิวนิคประจำประเทศไทย 2. จองทัวร์ชมปราสาทติดต่อเคาน์เตอร์ Concierge ของโรงแรม 3. จำไว้ขาไปนั่งด้านซ้ายไม่โดนแดด อย่าลืมหมวก ร่ม และเสื้อแขนยาวสำหรับท่านที่ไม่อยากถูกแดดแผดเผา 4. การพกน้ำ ขนมขบเคี้ยวไปบ้างอาจช่วยท่านได้ยามหิวโหย โดย กำแหงหาญ จาก http://www.thaicabincrew.com
5 Januar 20085 Januar 2008 Neue Lehrerin : Frau Pattamaporn ( Ihr Spitzname ist Jah )
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
Wiederholung von Lektion 1,2 und 3 (repeating)
Lektion 1 (Erste Kontakte) Begrüßen
Lektion 2 (die das der ein eine)
Lektion 3 (Essen und Trinken)
Von Lektion 1
Guten Morgen , Guten Tag , Guten Arbend , Gute nacht.
Wie geht es Ihnen? Danke gut ,und Ihnen? Danke, auch gut.
Wie heißen Sie?
Wie ist Ihr Name?
Wo wohnen Sie? Woher kommen Sie? Ich komme aus Bangkok.
Wie ist Ihr Vorname?
Wie ist Ihr Spitzname? ชื่อเล่น
Wie ist Ihr Familienname?
Wie ist Ihr Familienstand? Sind Sie verheiratet/ledig? Haben Sie Kinder?
Wie ist Ihre Telefonnummer?
Wie ist Ihre Adresse?
Wie ist Ihr Postleizahl? Mein Postleizahl is 10510. ( zehn funf und zehn )
Wie alt sind Sie? Ich bin 28 Jahre alt.
Wie sind Ihre Hobbys?
Zahlen = Number 1,2,3,4…11,12,…20..
Buchstabe = Character A,B,C,D,E,F,Ge,Ha,I,Jot,Ka,L,M,N,O,Pe,Qu,R,S,Te,Vau,We,X,Y,Z
Von Lektion 2
คำที่มักจำผิด ออกเสียงผิด
- r Kuchen und – e Küche ( Cake is not Kitchen )
- s Hähnchen und - s Handchen ( small chicken is not small hand )
- r Apfel und – e Affen ( Apple is not Monkeys )
Schreiben Sie Lektion 3 nummer 7 seit 38 im Kursbuch.
Gast Mann : Wir möchten gern bestellen.
Kellner : Bitte, was bekommen Sie?
Gast Mann : Ich nehme ein…………… und ein…………… .
Kellner : Was möchten Sie trinken?
Gast Mann : Ein……………….., bitte.
Kellner : Und Sie? Was bekommen Sie?
Gast Frau : Ein…………………. , bitte. Aber kein…………………., ich möchten lieber …………….. Geht das?
Kellner : ja, Natürlich! Und was möchten Sie trinken?
Gast Frau : Ein………………… , bitte.
bestellen = to order , bekommen = to receieve
Gast = customer , Gasthof,Gasthaus = Hotel,inn , Kellner = waiter ( เรียกพนักงานเสริฟ ผู้ชายว่า Herr Ober )
การสั่งเพิ่ม 1 ใช้ นิ้วโป้ง ถ้าใช้นิ้วชี้แสดงว่า 2 ใช้นิ้วชี้กับกลางจะเป็น 3 การโบกมือเรียกทิศทางสลับกับคนไทย
Machen Sie Lektion 3 nummer 8,9,10 im Abeisbuch.
Haus aufgabe (Homework) im Arbeisbuch Lektion 3 seit 35 nummer 11,12 und 2 Blatter.
------------------------------------------------------------------
การบ้าน กับชีต เขียนเมลล์มาขอได้ที่ chung.zzzz@hotmail.com ครับผม
ชุ้ง 1月3日 เปิดคอร์สใหม่แล้ว 5 มกราคม 2008 นี้ครับและแล้วการพักผ่อนก็มีวันเลิกรา กลับมาเจอกันครั้งนี้ ขอให้มีแต่สิ่งดีดี ช่วยกันติวช่วยกันเรียน (ส่งซิกเวลาตอบอาจารย์ไม่ได้ด้วยนะ อิอิ) ไม่รู้ว่าจะได้อยู่ร่วมห้องเดียวกันอีกไหม แต่ถึงจะแยกห้องกัน ตอนพักตอนเลิกเรียน ก็ยังคุยกันได้อยู่นะครับ คงไม่ต้องเกรงใจละ มีอะไรสงสัยบทเรียนตรงไหน ก็ถามๆกันได้ ที่เสียดายคือคนเก่ง อย่าง "แอน" จะไม่เรียนกะเราคอร์สนี้ เพราะจะต้องเตรียมไปแต่งงานกะหนุ่มเยอรมันซะแล้ว เขาว่าจะจัดงานที่ชุมพรบ้านเกิดก่อน ช่วงเดือนมีนาคมมังครับ มีข่าวเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไป ส่วนน้องศรสวรรค์อีกคน ที่ขาดหลายครั้งมังเลยเรียนไม่รู้เรื่อง หรือเรียนไม่เข้าใจเลยขาดบ่อยก็ไม่รู้ได้ ต้องกลับไปสมัครเรียนตั้งกะต้นใหม่ อันนี้น่าเห็นใจนะครับ ที่มาเรียนแน่ คือกลุ่ม AFS สามคน และน้องจูน ที่เหรอไว้ดูกันวันนั้นก็แล้วกันนะครับ ว่าจะเหลือใครบ้าง หยุดไปสามสี่อาทิตย์ ถ้าลืมๆไปบ้างก็ถามไถ่กันได้นะครับ ผมก็ลืมเหมือนกัน พวกศัพท์เกี่ยวกะอาหารนี่อะ เยอะจนจำไม่หวาดไม่ไหว ได้แต่ พร้อมฟิสอะมัง อิอิ ไปเยอรมันจริงๆ สงสัยได้กินแต่เฟรนฟรายแหงม 5555 ที่ต้องแม่นคงเป็นไวยากรณ์นะครับ เขาเรียกว่า Grammatik อะ ผันกันจนหัวหมุนเลย ยิ่งเจอต้องค้นหาเพศด้วยแล้วยิ่งวุ่นใหญ่ จนเพื่อนๆมักแซวว่าช่วงนี้หมกมุ่นเรื่องเพศมากไปไม่ดีนะ เหอะๆๆ กรรม ยังไงก็เจอกันแล้วกันครับ ภาษาเยอรมันไม่ยากอย่างที่คิด (คือ ต้องพยายามคิดว่ามันง่าย มันก็จะง่ายครับ คงแบบนั้นอะนะ) แล้วจะเอารูปที่ถ่ายร่วมกะอาจารย์ไปแจกครับผม พี่ชุ้ง
1月2日 มาเรียนเกอเธ่กันเถอะพวกเรา อิอิเขาว่าเรียนที่เกอเธ่เยอรมันนั้นแพงมาก มากขนาดไหนเหรอ ต้องถามพวกที่อยู่เยอรมันดูนะครับ การเรียนเกอเธ่ที่เมืองไทยหลักสูตรเดียวกันทุกอย่าง ใช้หนังสือแบบเดียวกัน แต่ถูกกว่ากันเยอะเลย คอร์สแรกผมไปเรียนแค่ 3,800 บาทมัง (รวมค่าห้องสมุดและค่าสมัครไว้ด้วย) ใช้หนังสือ Themen 1 aktuell ซึ่งซื้อได้ที่ร้าน Buch Laden ในสถาบันนั่นเอง ซื้อ 1 ชุด ประมาณ 1,800 บาทมัง มีหนังสือเรียน แบบฝึกหัดและสมุดศัพท์ ซีดีเสียงเอาไว้เปิดฟังสำเนียงครับ พูดได้ว่ามาเรียนเกอเธ่ เพื่อฟังว่าจริงๆแล้ว เราควรพูดว่ายังไง เพราะในหนังสือที่มีขายกัน รวมทั้งวีซีดี ในท้องตลาดนั้นมีหลายสำเนียงมากเลย ที่นี่เขาเน้นการพูดคุยสนทนา อย่างในหนังสือ Themen 1 จะเป็นการสนทนาทั้งเล่ม ส่วนไวยากรณ์นั้นอาจารย์ท่านจะช่วยสอนสอดแทรกเข้าไปให้ในนั้น แต่ทางที่ดีเรื่องไวยากรณ์ Grammatik นี่ ควรศึกษาด้วยตนเองก่อนไปเรียนอะนา ไม่งั้นจะตะกุกตะกักมากเวลาเรียนนะครับ ชั่วโมงแรกเป็นชั่วโมงที่ไม่รู้เรื่องที่สุด เนื่องด้วยอาจารย์ที่สอน พูดเป็นเยอรมันล้วนๆ ถึงแม้อาจารย์จะเป็นคนไทยก็เถอะ อิอิ แต่ก็ดีที่ได้ศัพท์ใหม่ๆนอกตำรา อย่าง Noch ein mal bitte พูดอีกครั้งสิ หรือ gegenteinl ตรงข้าม,bedeuten แปลว่า คำแปลกๆออกมาจากอาจารย์ผู้สอนเยอะแยะครับ ได้ประโยชนืมากจริงๆ นอกจากได้เรียนภาษาแปลกใหม่แล้วยังได้เจอเพื่อนฝูงอีกครับ กลุ่มที่มาถ้ายังวัยรุ่นมักเป็นกลุ่มที่ได้ไป AFS ที่เยอรมัน (ซึ่งจริงๆแล้วเขาหรือหล่อนเรียนเอกภาษา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อะนะ) เลยต้องเรียนใหม่อีกภาษา กลุ่มต่อมาคือกลุ่มแม่บ้านที่จะเป็นอนาคตภรรยาชาวเยอรมัน หรือเป็นแล้วแต่ต้องการไปพำนักที่ประเทศเยอรมัน กลุ่มนี้ปัจจุบันจำเป็นต้องเรียนจบอย่างน้อย สอบผ่าน A1 ให้ได้ใบประกาศครับ เนื่องจากรัฐบาลเยอรมันมีกฏออกมาว่า ภรรยาต่างชาติที่จะสมรสกับชาวเยอรมันที่จะอยู่ในประเทศเยอรมันจำเป็นต้องพูดภาษาเยอรมันพื้นฐานได้ และต้องนำใบประกาศไปแสดงเพื่อขอวีซ่าเข้าประเทศ ทำนองนั้นอะครับเลยต้องมาเรียนกันเยอะ การเรียนภาษาเยอรมันสำหรับผู้ที่เป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้วก็ยังพอได้ แต่สำหรับแม่บ้านที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษนี่น่าหนักใจแทนเหมือนกันครับ การที่จะเรียนภาษาเยอรมันสำหรับภรรยาชาวเยรมันสามารถเรียนที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าจะสอบจะต้องสอบผ่าน A1 ของสถาบันเกอเธ่ โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2,000 บาทต่อครั้ง การผ่านหรือไม่ผ่านผลกาสอบจะส่งมาจากเกอเธ่ประเทศเยอรมันดดยตรงครับ ส่วนกลุ่มอื่นก็มีบ้างที่ทำงานกับคนเยอรมันบ้าง กำลังเรียนมัธยมเอกภาษาเยอรมันอยู่บ้าง หรือไม่มีสาเหตุมาเรียนเฉยๆ ชอบเรียนอะไรใหม่ๆก็มีครับ เขามีการสอนแบบปกติ 40 ชั่วโมงต่อคอร์ส สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง กับแบบเร่งรัด คือ ใช้ระยะเวลาเท่ากันเรียนหลายวันกว่าแบบแรก และเรียนได้เยอะกว่า 2 เท่าของแบบแรกนั่นเอง แบบเร่งรัดจะถูกกว่าเล็กน้อย แต่คงเครียดน่าดู เพราะเรียนเยอะเป็น 2 เท่าต่อสัปดาห์ครับ เรียนที่นี่ได้ทั้งเพื่อน ได้ทั้งความรู้ครับ ว่าแล้วมาสมัครกันเถอะ อิอิ จะได้มีกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนครับ แล้วเจอกันนะครับ ชุ้ง |
|
|